แกะกล่อง: Asus Padfone มือถือสายพันธุ์ Transformer สุดแรง แปลงร่างเป็นแท็บเล็ตได้!

 | 27 ส.ค. 2555 11:26:38

18555

VIEWS



สวัสดีครับ กลับมาพบกับ เฮียณัฐ TechXcite อีกครั้ง ซึ่งวันนี้มีสินค้าไอทีเก๋ๆ โดนๆ มาแกะกล่องกันอีกแล้วครับ ใครที่กำลังอยากได้ทั้งมือถือ Android แรงๆ ซักเครื่อง และแท็บเล็ตเก๋ๆ มาใช้พร้อมกัน แต่บางทีก็ไม่อยากซื้อแยกกัน 2 เครื่อง อยากได้อุปกรณ์แบบที่พกพาตัวเดียวแล้วจบเลย ได้ทั้งมือถือและแท็บเล็ต ก็ต้องเป็นตัวนี้เลยครับ กับ Asus Padfone ที่ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนต้องไม่เคยเห็นกันมาก่อนแน่นอน ว่าแล้วก็ไปทำความรู้จักกับเจ้า Padfone กันดีกว่าครับ



Asus Padfone เป็นอุปกรณ์ Android ที่สามารถใช้งาน 3 อย่างในหนึ่งเดียว คือเป็นได้ทั้งมือถือ, แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊คครับ ซึ่งทั้ง 3 อุปกรณ์นี้จะมีหัวใจหลักคือตัวมือถือ Padfone ครับ โดยจะเป็นส่วนสำคัญในการประมวลผล และการทำงานต่างๆ ของแท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ค โดยจะมีสเปคดังนี้เลยครับ

- ใช้ CPU Dual-Core 1.5GHz Snapdragon S4
- RAM 1GB
- หน่วยความจำภายใน 16GB (เพิ่มได้ด้วย microSD สูงสุด 32GB)
- หน้าจอขนาด 4.3 นิ้วแบบ Super AMOLED ความละเอียด 960x540 พิกเซล
- ใช้ Android 4.0 Ice-Cream Sandwich
- กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล บันทึกวีดีโอ FullHD 1080p
- กล้องหน้า VGA
- แบตเตอรี่ 1520mAh
- รองรับ 3G 900/2100MHz



ว่าแล้วเราก็มาแกะกล่องกันเลยครับ (ส่วนสติ๊กเกอร์บนกล่องที่เขียนว่า Media Sample หมายถึงว่าเป็นเครื่องเทส ที่ให้ทดสอบใช้นะครับ) 



อุปกรณ์ในกล่องประกอบไปด้วย ตัวเครื่อง Padfone, หูฟังแบบ In-ear พร้อม จุกยางหูฟังสำรองอีก 2 ชุด, อแดปเตอร์ และคู่มือครับผม



หูฟังของ Padfone เป็นแบบ In-ear ครับ คุณภาพเสียงก็ดีตามมาตรฐานหูฟังทั่วไปครับ ต่อไปลองมาดูตัวเครื่องกันดีกว่าครับ



ด้านหน้า Padfone จะมาในแนวเรียบหรู มีสีดำมันเงา มีโลโก้ Asus ที่ด้านล่าง งานประกอบมาค่อนข้างดีเลยครับ แน่นหนาดี มีวัสดุตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม แข็งแรงทนทาน กระจกด้านหน้าใช้ Gorilla Glass ป้องกันรอยขีดข่วนด้วย



ด้านบนมีช่องลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด VGA 







ฝาหลังเป็นพลาสติก แต่ไม่ได้แย่นะครับ ดูเนียนลงตัวกับตัวเครื่องเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีลาย texture เป็นวงๆ ที่ด้านหลังเพื่อป้องกันลื่นอีกด้วย

ส่วนทางด้านบนจะมีกล้องหลังความละเอียด 8 ล้าน พร้อม Autofocus พร้อมไฟแฟลช และรวมถึงสำโพงด้วย 



ด้านบน มีช่องสำหรับเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และปุ่ม Power





ลองมาเปิดฝาหลังดูเครื่องในกันบ้างครับ เปิดฝามาก็เจอกับแบตเตอรี่่ความละเอียด 1520mAh ช่องใส่ microSD ที่สามารถใส่ได้สูงสุด 32GB รวมถึงช่องใส่ซิมขนาดมาตรฐาน (ต้องถอดแบตจึงจะใส่ซิมได้)



ตัวเครื่องด้านซ้ายจะไม่มีปุ่มอะไรเลยครับ มีแค่พอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ เพราะว่าจะเป็นด้านที่เราต้องเชื่อมต่อกับตัว Padfone Station ครับ



ส่วนด้านขวาของ Padfone จะมีปุ่มควบคุมเสียงครับ ซึ่งมองในมุมนี้จะเห็นได้ว่าเรื่องความบางนั้น เจ้านี่ก็จัดว่าเป็นมือถือที่บางอยู่พอสมควรครับ อยู่ที่ 9.2 มม. ซึ่งถือว่าจับได้ถนัดมือดีมาก



ต่อไปลองมาดูเจ้ากล่องใหญ่กันบ้างครับ ซึ่งก็เป็นเจ้า Padfone Station เพื่อนรักของเจ้า Padfone นั่นเอง โดยเจ้านี่จะเป็นแท็บเล็ตขนาด 10.1 นิ้ว (ความละเอียด 1280x800 พิกเซล) โดยเมื่อนำเจ้า Padfone มาเสียบ เจ้านี่ก็จะเปลี่ยนร่างเป็นแท็บเล็ตพลัง Dual-Core แรงๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังจะมาพร้อมกับกล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล แต่กล้องหลังจะใช้กล้องเดียวกันกับ Padfone ครับ 

นอกจากนี้ยังจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6600mAh ที่เมื่อเสียบ Padfone เข้าไปก็จะชาร์จไฟ Padfone ไปด้วย แถมยังมีลำโพงเสียงคุณภาพ SonicMaster ที่ด้านหลัง เสียงชัดใสอีกตังหาก ไปดูรูป Padfone Station ชัดๆ กันเลยครับ



ด้านหน้าก็ยังมาสไตล์ดำขรึม ดูหล่อเช่นเคย



ด้านซ้ายมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และปุ่มควบคุมเสียงครับ



ด้านขวาโล่งๆ มีเพียงไมค์สนทนา



ด้านหลังที่ดูแน่นหนา ดูผ่านๆ เจ้า Padfone นี่ก็ดูคล้ายกับ Transformer Pad อยู่เหมือนกันนะครับ มีดีไซน์และสีสันมาในโทนเดียวกันเลย



ต่อไปมาดูจุดที่สำคัญที่สุดของ Padfone กันครับ คือส่วนที่เป็น Dock เชื่อมต่อระหว่าง Padfone และ Padfone Station 



การประกอบร่างก็ทำได้ไม่ยากครับ คือหลังจากเปิดฝาขึ้น ก็นำ Padfone ใส่เข้าไปในช่องตรงๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ดันเข้าให้แน่นสนิทครับ ถ้าใส่ตัวเครื่องถูกต้อง ตัวแท็บเล็ตจะสั่นเบาๆ หนึ่งที เป็นการบอกว่าตอนนี้ Padfone ได้แปลงร่างเป็นแท็บเล็ตเรียบร้อยแล้ว และตัวเครื่องจะเปิดเองอัตโนมัติ จากนั้นก็ปิดฝาให้เรียบร้อย

นอกจากนี้ถ้าหากว่าคุณซื้อ Padfone พร้อมกับตัว Station ด้วยแล้ว คุณจะได้รับปากกา Bluetooth Stylus พิเศษของ Asus ซึ่งท่านอาจจะสงสัยว่าปากกา Stylus เฉยๆ ทำไมต้องเชื่อมต่อ Bluetooth ด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่า เวลาที่คุณใช้งาน Padfone เป็นแท็บเล็ตอยู่นั้น ถ้าหากว่ามีสายโทรเข้ามา จะให้ถือแท็บเล็ตทาบหน้าคุยโทรศัพท์ก็ใช่เรื่อง ดังนั้นปากกา Bluetooth Stylus นี้จะเป็นตัวมือถือให้คุณครับ คุณสามารถพูดคุยได้แบบเก๋สุดๆ แบบที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อนทีเดียวล่ะ



หน้าตาของ Bluetooth Stylus เก๋ไม่หยอก วัสดุของบอดี้เป็นอลูมิเนียมสีเงิน



บนตัวปากกาจะมีปุ่มต่างๆ ให้กด 2 ปุ่มครับ คือปุ่มเชื่อมต่อ Bluetooth และ ปุ่มเพิ่มลดเสียงครับ ส่วนยางสีดำๆ ขวาสุดจะเป็นฝาปิดช่องสำหรับชาร์จไฟ Bluetooth Stylus ครับ



ถัดมาตรงลูกศรสีแดง จะมีไมค์สำหรับสนทนา และลูกศรสีน้ำเงินจะเป็นช่องหูฟังครับ ซึ่งถือว่าทำให้คุณสามารถใช้งาน Padfone ด้สะดวกขึ้นครับ สามารถรับสายได้ทันทีโดยไม่ต้องหาสายหูฟังมาต่อให้ยุ่งยาก



ปลายปากกา Stylus จะเป็นยางกลมๆ นิ่มๆ นะครับ ให้สัมผัสที่ดี เขียนได้ถนัดมาก



แต่ถ้าจะให้แปลงร่างในขั้นสมบูรณ์แบบ จะขาดสิ่งนี้ไม่ได้เลยครับ นั่นก็คือ Keyboard Dock นั่นเอง



Keyboard Dock เป็นคีย์บอร์ด ที่จะทำให้ Padfone ของคุณกลายร่างเป็นโน้ตบุ๊ค Android ครับ โดยตัวคีย์บอร์ดเองจะมีแบตเตอรี่ในตัว มาพร้อมกับช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง และมี Card Reader สำหรับเสียบ MMC, SD, และ SDHC ที่ด้านข้างครับ





ตัว Keyboard Dock จะมี touchpad เหมือนกับโน้ตบุ๊คเลยครับ คือเมื่อเสียบตัวเครื่องเข้าไปก็จะมีตัว Mouse Pointer ปรากฏที่หน้าจอ



พอร์ตเชื่อมต่อ USB มี 2 ช่อง ซ้ายขวาครับ



จุดนี้เป็น Card Reader ครับผม





ปุ่มตรงกลางจะเป็นตัวล็อคเครื่องเมื่อใส่ Padfone Station เข้ากับ Keyboard Dock ครับ



อย่างไรก็ตาม ทาง Asus ประเทศไทยได้ประกาศราคาของ Padfone ออกมาแล้ว ซึ่งแบ่งออกเป็นแพ็คเกจดังนี้เลยครับ 

- Padfone อย่างเดียว ราคา 17,900 บาท
- Padfone + Padfone Station + Bluetooth Stylus ราคา 24,900 บาท
- Padfone + Padfone Station + Bluetooth Stylus + Keyboard Dock ราคา 29,900 บาท

ใครสนใจแบบไหนก็หาซื้อจับจองกันได้ครับ ส่วนใครที่ซื้อ 2 แพ็คเกจหลัง จะได้รับ Case แท้จาก Asus ให้ด้วยตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ 




สามารถเสียบปากกา Stylus ได้ที่ด้านข้าง


เป็นไงบ้างครับ กับรีวิวคร่าวๆ แบบแกะกล่องของอุปกรณ์ Android เก๋ๆ Padfone เร็วๆ นี้เตรียมพบกับรีวิว Padfone แบบเต็มรูปแบบกับ TechXcite ได้เลยครับ ใครสนใจ อยากให้เฮียณัฐ รีวิว Padfone แบบไหน ลองแนะนำกันเข้ามาได้นะครับ เดี๋ยวเฮียณัฐ จะจัดเต็มรีวิวให้ทราบกันอย่างแน่นอนครับ



by เฮียณัฐ TechXcite