Review : Oppo N1 Mini สมาร์ทโฟนสำหรับผู้ชื่นชอบการเซลฟี่ กับกล้อง 13 ล้านพิกเซลที่ปรับมุมมองได้ 195°!!

เฮียแม็พ | 1 ส.ค. 2557 13:49:26 (อัพเดต 2 ส.ค. 2557 10:41:26)

43869

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Oppo N1 Mini สมาร์ทโฟนสำหรับผู้ชื่นชอบการเซลฟี่ กับกล้อง 13 ล้านพิกเซลที่ปรับมุมมองได้ 195°!!

Review : Oppo N1 Mini สมาร์ทโฟนสำหรับผู้ชื่นชอบการเซลฟี่ กับกล้อง
13 ล้านพิกเซลที่ปรับมุมมองได้ 195°!!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่านครับ กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนตัวใหม่ๆกันอีกเช่นเคย หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้พรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจาก Oppo อย่าง Oppo N1 Mini กันไปแล้ว วันนี้ก็มาต่อกันที่บทความรีวิวฉบับเจาะลึกของ Oppo N1 Mini กันบ้างดีกว่า ว่าจะมีอะไรน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน มาติดตามกันเล้ย ^^

แกะกล่อง Oppo N1 Mini
ก่อนอื่นก็มาเริ่มกันที่การแกะกล่อง ดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อนเลย รูปแบบกล่องจะเป็นสีขาวเรียบๆไม่มีอะไรมาพร้อมโลโก้ Oppo อยู่หน้ากล่อง ไม่ได้มีเชียนชื่อรุ่นแต่อย่างใด (ชื่อรุ่นอยู่ด้านหลังกล่องน่ะ)

เปิดกล่องมาปุ๊บก็จะเจอกับตัวเครื่อง Oppo N1 Mini นอนอยู่นิ่งๆ 

อุปกรณ์ภายในก็จะมีคู่มือ , เข็มจิ้มซิม และอุปกรณ์มาตรฐานที่จะแถมมาอย่าง หูฟัง (แบบ Earbud) , สาย Micro-USB 2.0 , และตัวอแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟครับ

ดีไซน์ภายนอกของ Oppo N1 Mini
เนื่องจากใช้ชื่อต่อท้ายว่า Mini เรื่องดีไซน์โดยรวม ก็แน่นอนว่าจะต้องมีลักษณะคล้ายกับรุ่นตัวหลักอย่าง Oppo N1 ยังไงยังงั้น แต่จะมาพร้อมกับขนาดที่เล็กลงมาอีกหน่อย ช่วยให้เรื่องการจับถือนั้นสะดวกยิ่งขึ้น พกพาสะดวกเช่นกัน โดยสัดส่วนตัวเครื่องของ Oppo N1 Mini ก็อยู่ที่ 72.2 × 148.4 × 9.2 มม. น้ำเพียง 150 กรัม

ตัวเครื่องใช้วัสดุแบบ Polycarbonate ด้าน ให้ความรู้สึกในการสัมผัสที่ดี (แต่แอบลื่นนิดๆ) สังเกตดีๆในรุ่นนี้จะมาพร้อมกับขอบเครื่องที่เป็นสีทอง ต่างจากรุ่นพี่ Oppo N1 ที่เป็นสีเงินนะครับ ดูๆแล้วก็สวยขึ้นมาพอสมควรเลยล่ะ

มาพร้อมกับหน้เาจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD 720x1280 พิกเซล ให้สีสันที่สวยงาม มุมมองก็กว่าดี ในเรื่องหน้าจอก็ถือว่าลดลงมาจากรุ่นพี่อย่าง Oppo N1 เยอะพอสมควร (บน Oppo N1 มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.9 นิ้ว Full-HD) เพราะอย่างนี้รุ่นนี้จึงถูกเรียกว่า Mini ไงล่ะ

ด้านหน้าส่วนบนก็จะมีลำโพงสำหรับสนนทนาและตัวเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ อีกทั้งตรงนี้ยังสามารถปรับมุมเอากล้องที่อยู่ด้านหลังมาไว้ด้านหน้าได้อีกด้วย นี่คือหนึ่งจุดเด่นบน Oppo N1 เลยล่ะครับ ><

ด้านหน้าส่วนล่างก็จะมี 3 ปุ่มสัมผัสมาตรฐานของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทั่วไปอย่าง ปุ่ม Menu , ปุ่ม Home และปุ่ม Back

ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะมีปุ่ม Power ตรงจุดนนี้ขอตินิดหนึ่ง เพราะปุ่ม Power นั้นค่อนข้างหลวมๆไปนิด เวลาสัมผัสแล้วเหมือนจะหลุดๆ ไม่ค่อยแน่นหนาสักเท่าไหร่น่ะครับ -.-

ด้านขวาจของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และช่องสำหรับใส่ซิมครับ

ด้านล่างของตัวเครื่องก็จะมีลำโพงหลักของตัวเครื่อง (แอบบอกนิดหนึ่งว่าเสียงดี มีมิติสุดๆ) , ช่อง Micro-USB 2.0 , ช่องหูฟังมาตรฐาน 3.5 มม. และไมค์โครโฟนตัวแรกสำหรับสนนทนา

ด้านหลังของตัวเครื่องก็จะมีกล้องเพียงตัวเดียวของเครื่องที่มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED 1 ตัว (ต่างจากบน Oppo N1 ที่มีไฟแฟลช 2 ตัว) ถัดลงมาจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน และโลโก้ Oppo ครับ

สเปคบน Oppo N1 Mini
มาถึงเรื่องหลักๆที่หลายๆคนเลือกซื้อสมาร์ทโฟนกันเลยอย่าง สเปคตัวเครื่อง Oppo N1 Mini มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 400 (MSM8226) Quadcore 1.6 GHz , หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 305 GPU , แรม 2 GB , หน่วยความจำภายใน 16 GB (ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD การ์ดได้) 

เรื่องการเชื่อมต่อก็รองรับเครือข่าย 3G ทุกเครือข่าย 850/900/2100 MHz , NFC และรองรับ USB OTG ด้วยนะ

ส่วนเรื่องระบบปฏิบัติการ หลังๆมานี้สมาร์ทโฟนตัวใหม่ของทาง Oppo ก็จะมาพร้อมกับ ColorOS ที่ทาง Oppo ได้เริ่มพัฒนาและใส่มาในสมาร์ทโฤนของตัวเองตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งบน N1 Mini ก็จะใช้ตัว ColorOS เวอร์ชั่น 1.4 โดยแกนหลักก็ยังเป็นตัว Android 4.3 อยู่นั่นเองครับ

ความสามารถบน ColorOS 1.4 
เป็นที่ทราบกันแล้วว่าบน ColorOS นั้นมีความสามารถมากมายให้เราได้ปรับแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับหน้า Home Screen , Widgets , Wallpaper หรือ Themes สามารถเลือกปรับได้มากมายเลยล่ะ อย่างในหน้า Home Screen ก็สามารถใส่พวกเอฟเฟค Live Weather ได้ตามสภาพอากาศอย่างพวก ฝนตก หิมะปกคลุม ก็ทำได้เกร๋ๆ

หน้า Exclusive Space หรือว่าส่วนพิเศษที่จะแยกหน้าพิเศษพวกกล้องและเพลงออกมาอีกต่างหาก 

หรือจะเป็นเรื่องของ Theme ที่บางคนอาจจะเบื่อพวก Theme เดิมๆที่ติดมากับเครื่อง ก็สามารถหาโหลดและปรับแต่งได้อีกเพียบ

แม้กระทั่ง หน้า Lockscreen ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยนะจ๊ะ มีให้โหลดเยอะแยะอีกเช่นเคย

ฟีเจอร์ Gesture & Motion
นอกจากเรื่องของการปรับแต่งหน้าตาแล้ว ก็ยังมีความสามารถพวก Gesture & Motion ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญบน ColorOS เลยล่ะ ซึ่งก่อนอื่นเราก็ต้องเข้าไปตั้งค่าใน Settings > Gesture & Motion ก่อน โดยในค่าเริ่มต้นฟีเจอร์พวกนี้จะยังไม่ได้เปิดไว้ (อย่าเพิ่งตกใจที่ใช้ไม่ได้ เครื่องท่านไม่ได้เสียนะครับ 555) 

ฟีเจอร์ Screen-off Gesture หรือว่าฟีเจอร์วาดหน้าจอเมื่อหน้าจอปิดอยู่ ในนี้จะมีคำสั่งให้เลือกมากมาย อาทิ การแตะหน้าจอ 2 ทีเพื่อปลุกหน้าจอ (คล้ายๆกับ Knock On ของ LG) , วาดรูปวงกลมเพื่อเข้าสู่โหมดกล้อง , เลื่อน 2 นิ้วลงเพื่อเปิดเพลง , วาดรูปตัว V เพื่อเปิดไฟฉาย เป็นต้น

ฟีเจอร์ Screen-on Gesture เมื่อกี้เรามีคำสั่งเมื่อปิดจอไปแล้ว ตอนเปิดหน้าจอก็ยังมีฟีเจอร์เกี่ยวกับ Gesture ให้เลือกใช้เช่นกัน อาทิ เข้าสู่โหมดกล้องด้วยการจีบ 3 นิ้วเข้าหากัน , กดปุ่ม Home 2 ครั้งเพิ่มล็อคหน้าจอ , ลาก 3 นิ้วลงมาเพื่อจับภาพหน้าจอ และการเพิ่ม-ลดเสียงด้วยการใช้ 2 นิ้วเลื่อนขึ้น-ลงเป็นต้นครับ 

ฟีเจอร์ Global Gesture Board อันนี้ก็จะคล้ายๆกับตัว Screen-off Gesture การใช้งานก็แค่ลากนิ้วลงมาจากตรงมุมซ้าย-ขวา (แล้วแต่ตั้งค่า) ของ Notification Bar แล้ววาดสัญลักษณ์ เพื่อเข้าสู่แอพที่เราได้ตั้งค่าไว้ โดยในค่ายเริ่มต้นจะมี วาดวงกลมเพื่อเข้าสู่โหมดกล้อง , วาด V เพื่อเข้าสู่โหมดไฟฉาย ครับ

ฟีเจอร์ Smart Call อันนี้ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องการรับสาย-โทรออกให้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ คว่ำหน้ามือถือเพื่อปิดเสียงโทรเข้า (แต่ไม่ได้ว่างสายนะ) ,  เอามือถือมาแนบหูเพื่อโทรออก , เอามือถือมาแนบหูเพื่อรับสาย และสลับเป็นเปิดลำโพงอัตโนมัติเมื่อไม่ได้เอามือถือแนบหู

อุปกรณ์เสริม O-Click 
หากใครยังจำกันได้ ในช่วงที่ Oppo N1 วางจำหน่ายนั้นมีแถมอุปกรณ์เสริมสุดพิเศษอย่าง O-Click ใช้การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth โดยการตั้งค่าก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่เปิดแอพ O-Click เปิด Bluetooth พน้อมกับกดปุ่มที่ O-Click 1 ครั้ง พอทำการเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีโหมดให้เลือกเปิด 4 โหมดหลักๆอย่าง ใช้ตัว O-Click เป็นตัวลั่นชัตเตอร์เพียงกดปุ่ม 1 ครั้ง , ตามหาตำแหน่งสมาร์ทโฤนเพียงแค่กดปุ่ม 2 ครั้ง , เตือนเมื่อ O-Click และสมาร์ทโฟนเราอยู่ห่างกัน และการแจ้งเตือนต่างๆ เวลามีการแจ้งเตือนเข้ามาในสมาร์ทโฟน ตัว O-Click ก็จะส่งเสียงด้วยเช่นกันครับ 

แต่น่าเสียดายที่ในรอบนี้เจ้า O-Click นั้นไม่ได้แถมมากับ Oppo N1 Mini ด้วย ต้องซื้อแยกในราคา 990 บาทครับผม ><

ความบันเทิงบน Oppo N1 Mini
มาต่อกันที่ความบันเทิงบน Oppo N1 Mini กันบ้าง ด้สนขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD ก็ถือว่าได้ภาพที่คมชัดใช้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คมชัดระดับ Full-HD ก็เถอะ ขนาดก็ถือว่าใหญ่พอเหมาะที่จะดูหนัง ดูไฟล์วีดีโอบน Youtube ได้อย่างเต็มตา อีกทั้งจุดเด่นหลักๆของสมาร์ทโฟนแบรนด์ Oppo ก็คือมาพร้อมกับระบบเสียงที่ยอดเยี่ยมมากๆ ลำโพงก็ถือว่าให้เสียงที่ดังและมีมิติมากๆ หรือจะเน้นฟังเพลงใส่หูฟังก็มีโหมด Diract HD ที่ช่วยเพิ่มให้เสียงมีมิติมากขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเรื่องความบันเทิง จะดูหนัง ฟังเพลง นี่ครบมากๆสำหรับ Oppo N1 Mini ตัวนี้ครับ

ประสิทธิภาพบน Oppo N1 Mini
แน่นอนว่าถ้าหากพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนปัจจุบันนี้ก็ต้องวัดกันจาก แอพยอดนิยมอย่าง Antutu Benchmark ซึ่งเจ้า N1 Mini ก็ได้คะแนนออกมาที่ 20,091 ครับ

การเล่นเกมบน Oppo N1 Mini
และแล้วก็มาถึงการเล่นเกมกันสักที หลายๆคนอาจจะต้องการซื้อเจ้า Oppo N1 Mini มาเพื่อเล่นเกมแบบจริงๆจังๆ ว่าแล้วเรื่องการเล่นเกมล่ะ สำหรับเจ้า N1 Mini นั้นทำได้ดีแค่ไหน สามารถเล่นเกมหนักๆบ้างได้ไหม ?

ซึ่งจากการทดสอบก็ถือว่า เรื่องเล่นเกมนั้น N1 Mini สอบผ่าน ด้วยสเปคที่มาพร้อมกับ CPU Snapdragon 400 แรม 2 GB อีกต่างหาก สามารถเล่นเกมหนักๆใหญ่ๆอย่าง Real Racing 3 , Batman Arkham Origins , Real Boxing หรือจะเกมเล็กๆเล่นสบายๆอย่าง Fruit Ninja , Dragon Finga ก็เล่นได้ลื่นไหลหายห่วงครับ ^^"

การถ่ายภาพบน Oppo N1 Mini
มาถึงทีเด็ดบนรุ่นนี้กับเรื่องของกล้องถ่ายภาพกันบ้าง บน Oppo N1 Mini นั้นมาพร้อมกับกล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซลเพียงตัวเดียว และสามารถปรับมุมมองหมุนได้ถึง 195° หรือปรับจากหลังมาหน้าได้เลยล่ะ เรื่องโฟกัสและชัตเตอร์ก็ถือว่าปกติครับ ไม่ได้เร็วมากและก็ไม่ได้ช้าแบบกดแล้วรอเป็นวิ ^^"

ส่วนเรื่องของโหมดการถ่ายภาพก็มีให้เลือกกันหลักๆ 8 โหมด อาทิ Normal , HDR , Beauty , Ultra-HD , Panorama , Slow Shutter , Audio Photo และ GIF ครับ

ส่วนเรื่องการบันทึกวีดีโอนั้นก็สามารถบันทึกได้สูงสุดที่ Full-HD มีโหมดให้เลือก 2 โหมดคือ Slow Motion 120 fps และ HDR ครับ

มาลองชมภาพถ่ายตัวอย่างของ Oppo N1 Mini กันเลยดีกว่า

ภาพจากกล้องหน้า (หมุนมาข้างหน้า) หลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีภาพตัวอย่างจากกล้องหน้าด้วย ก็เพราะว่าเวลาหมุนมาข้างหน้านั้นตัวแอพกล้องจะใช้คนละโหมดกันกับตอนหมุนไปข้างหลังนั่นเอง ซึ่งหากหมุนมาด้านหน้าจะเปิอดเป็น Beauty Mode อัตโนมัติเลยครับ ><


การใช้งานแบตเตอรี่ของ Oppo N1 Mini
มาปิดท้ายกันที่เรื่องของการใช้งานแบตเตอรี่ของเจ้า N1 Mini กัน โดยในรุ่นนี้ให้แบตเตอรี่มาที่ 2,140 mAh ซึ่งจากการที่ทดสอบใช้จริงโดยการเปิด 3G สลับกับ Wi-Fi บ้าง ปรับแสงหน้าจออยู่ประมาณ 40% ถ่ายรูปบ้าง เล่นอินเทอร์เน็ตนิดหน่อย พบว่าแบตเตอรี่ค่อนข้างหมดเร็วพอสมควร หากเน้นถ่ายรูปเยอะๆ คงต้องพกพาวเวอร์แบงค์ไว้หน่อยล่ะครับ

สรุปการใช้งาน Oppo N1 Mini
Oppo N1 Mini ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะกับสาวๆ (หรือหนุ่มๆก็ได้) ที่ชอบการถ่าย จะรูปตัวเอง(Selfie)ก็เนียน รูปภาพวิว ภาพกลางคืนทั่วไปก็สวย เน้นความบันเทิงในด้านเสียงเพลง แถมยังมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายจาก ColorOS อาทิ Gesture & Motion ที่ทำให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องมาคอยกดปุ่มหลายๆปุ่มให้เสียเวลา หรือการปรับแต่งให้เข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างพวก Theme ให้เลือกปรับแต่งกันมากมาย ส่วนเรื่องของสเปคก็ถือว่าให้มาแบบจัดเต็มด้วยหย่วยประมวลผล Quadcore 1.6 GHz แรมก็ให้มาถึง 2 GB เรียกได้ว่าครบครันมาก ทั้งหมดนี้สนนราคาอยู่ที่ 
12,990 บาทเท่านั้น !!  

จุดเด่น
กล้อง 13 ล้านพิกเซลที่ปรับุมได้ 195° พร้อมโหมดที่จำเป็นต่อการใช้งานครบครัน
- มาพร้อม ColorOS ที่สามารถปรับแต่งหน้าตาได้มากมาย 
- ฟีเจอร์ Gesture & Motion ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกมากขึ้น
- คุณภาพเสียงดีมากทั้งลำโพงและจากหูฟัง

จุดสังเกต
- แบตเตอรี่ค่อนข้างน้อยไปหน่อย หากจะใช้งานด้านถ่ายภาพจริงๆควรพกพาวเวอร์แบงค์ไว้สักตัว
- หน่วยความจำภายใน 16 GB ไม่สามารเพิ่ม Micro-SD การ์ดได้

 

บทความโดย : เฮียแม๊พ TechXcite