Review : Samsung Galaxy S6 Edge+ เสน่ห์แห่งหน้าจอโค้งอันน่าเย้ายวน ในขนาดที่ใหญ่กว่า !!

เฮียแม็พ | 30 ก.ย 2558 16:02:22 (อัพเดต 2 ต.ค. 2558 12:17:04)

6972

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Samsung Galaxy S6 Edge+ เสน่ห์แห่งหน้าจอโค้งอันน่าเย้ายวน
ในขนาดที่ใหญ่กว่า !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับรีวิวสมาร์ทโฟนตัวใหม่ๆกับ เฮียแม๊พ. TechXcite กันอีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนเรือธงตัวใหม่จาก Samsung อย่าง Galaxy S6 Edge+ สมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาควบคู่กับ Galaxy Note 5 รุ่นใหญ่มีปากกา ล่าสุดเจ้า Galaxy S6 Edge+ ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย พร้อมกับวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเรียบร้อย วันนี้เราเลยจะมาแนะนำกันว่าเจ้าเรือธงตัวนี้มันน่าสนใจกันแค่ไหน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปติดตามกันได้เล้ยย ! :D

การดีไซน์ของ Galaxy S6 Edge+

Galaxy S6 Edge+ นั้นถือเป็นรุ่นที่มีการอัพเกรดและเพิ่มความสามารถขึ้นมาจาก Galaxy S6 Edge เดิมที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฉะนั้นในเรื่องของดีไซน์ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก เพราะหน้าตามันเหมือนกับรุ่นก่อนมากๆเลย เพียงแต่ว่ามีขนาดที่ใหญ่ขึ้นและมีความเหลี่ยมที่เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย (ในรุ่นก่อนตามขอบจะออกมนๆ) ซึ่งสัดส่วนของตัวเครื่องจะอยู่ที่ 75.8 × 154.4 × 6.9 มม.

ด้วยชื่อรุ่นที่มี Edge ตามท้ายแบบนี้ก็แน่นอนว่าต้องมาพร้อมกับหน้าจอโค้ง 2 ด้าน (Dual Curve Edge Screen) และขนาดหน้าจอก็มีการขยายเพิ่มขนาดขึ้นมาเป็น 5.7 นิ้ว ส่วนชนิดจอก็เป็น Super Amoled ความละเอียดสูงระดับ Quad-HD ซึ่งแน่นอนครับการแสดงผลทำได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย สีสัน สวยงาม มุมมองกว้าง

วัสดุของตัวเครื่องก็ยังคงเป็นโลหะและกระจกอีกเช่นเคย และวัสดุกรอบโลหะก็มีการเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าไปจากรุ่นก่อนอีกด้วย เวลาจับถือนี่รู้สึกถึงความพรีเมี่ยมแบบสุดๆเลยล่ะ

ตำแหน่งต่างๆก็ยังคงอยู่ที่เดิมทั้งหมดอย่างเหนือหน้าจอขึ้นไปก็มีไฟ LED สำหรับแจ้งเตือน , เซ็นเซอร์วัดระยะ , เซ็นเซอร์วัดแสง , ลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

ด้านล่างของหน้าจอก็มีปุ่มสัมผัส Recent App , ปุ่ม Back และปุ่มโฮมแบบกดอยู่ตรงกลาง

ปุ่มกดต่างๆก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมด้านซ้ายของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ด้านขวามือมีปุ่ม Power

ด้านล่างจะมีพอร์ทหูฟัง , ไมโครโฟนสำหรับสนทนา , พอร์ท Micro-USB และลำโพงหลักของตัวเครื่อง

ด้านบนจะมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน และช่องใส่ซิมการ์ด (แบบ Nana-SIM) ตัว IR Blaster ที่เอาไว้ใช้งานเป็นรีโมทก็ถูกตัดออกไปแล้ว น่าเสียดายจริงๆ ><

ด้านหลังยังคงเป็นกระจกสุดเงางาม และแวววาว เวลามีการสะท้อนก็จะให้สีสันที่ต่างกันออกไปด้วย แต่เห็นสวยๆแบบนี้ก็ต้องแลกมากับการเก็บรอยนิ้วมือที่เยอะพอสมควรล่ะครับ

กล้องหลังของ Galaxy S6 Edge+ ก็ให้ความละเอียดมาที่ 16 ล้านพิกเซล มีไฟแฟลชและตัว Heart Rate Monitor อยู่ข้างๆเช่นเคย

สเปค Samsung Galaxy S6 Edge+

  • หน้าจอ Super-Amoled ขนาด 5.7 นิ้วความละเอียด Quad-HD (2560x1440 พิกเซล) แบบ Dual Curve Edge Screen
  • หน่วยประมวลผล Exynos 7420 64-Bit Octa-core (Quad-core Cortex-A57 2.1GHz & Quad-core Cortex-A53 1.5GHz)
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-T760 GPU
  • แรม 4GB LPDDR4
  • ความจุ 32GB
  • ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD การ์ดได้
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/1.9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.9

ซึ่งถ้าดูจากสเปคนี้แล้ว Galaxy S6 Edge+ ก็มาพร้อมกับสเปคคล้ายกับ Galaxy S6 Edge เดิมพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ต Exynos 7420 (ตัวเดียวกัน) กล้องหน้าและหลัง แต่มีแรมที่เพิ่มขึ้นมาจริงๆก็เป็น 4GB และความจุแบตเตอรี่นั่นเองฮะ 

User Interface และฟีเจอร์เด่น

Galaxy S6 Edge+ จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 5.1.1 Lollipop ครอบด้วย Touchwiz UX ตัวล่าสุด (ก็คือตัวเดียวกับ Galaxy Note 5) ซึ่งในเรื่องของการใช้งานเราคงไม่ต้อพูดถึงอะไรมากแล้วล่ะ เพราะสเปคระดับนี้การใช้งานทั่วๆไปก็ลื่นไหลแบบสุดๆอยู่ละ

ส่วน UI ก็มีการปรับเปลี่ยนไอคอนต่างๆจากรุ่นก่อน (Galaxy S6) ให้มีสีสันที่สดใสมากขึ้น และปรับให้มนกว่าเดิม

People Edge ติดต่อ 5 คนโปรดเพียง ปาดจากมุมจอ

แน่นอนครับว่าขอบหน้าจอของ Galaxy S6 Edge+ นั้นไม่ได้ทำมาเพื่อสวยงามอย่างเดียว เพราะว่ายังสามารถใช้งานทางลัดเข้าหน้า People Edge ได้อีกด้วย ซึ่งตรงนี้เราสามารถเพิ่มรายชื่อ 5 คนโปรดของเราไว้บนแถบตามสีๆได้ โดยวิธีการใช้งานก็เพียงเลื่อนตรงแถบข้างๆออกมา

โดยเราสามารถกดที่ภาพเพื่อติดต่อแบบด่วนๆอย่างการโทรหรือส่งข้อความได้ด้วย

ซึ่งถ้า 5 คนที่เราตั้งไว้นี้ โทรเข้ามาก็จะขึ้นเป็นสีๆตามที่เราตั้งไว้ด้วย อย่างในภาพนี้รายชื่อที่ตั้งสีเขียวไว้โทรเข้ามา ถ้าเวลาเราวางเครื่องคว่ำหน้า ตัวแถบข้างๆก็จะมีไฟสีเขียวๆวิ่งสวยๆแบบนี้เลย

และถ้าเราผลาดการรับสายตัว Edge Screen ก็จะมีแจ้งเตือนเป็นสีๆด้วยว่ามีสายนี้โทรเข้ามา เราสามารถเลื่อนแถบข้างๆออกมาเพื่อโทรกลับหรือส่งข้อความได้เลย ตรงนี้สะดวกดีครับ

App Edge ทางลัดเข้าแอปจากมุมจอ ตรงนี้เป็นส่วนที่ถูกเพิ่มเข้ามา อีกส่วนจาก Edge Screen ก็คือทางลัดที่ให้เราได้เข้าแอปโดยการเลื่อนหน้าที่ 2 ของ Edge Screen อีกที โดยเราสามารถตั้งแอปในนี้ได้สูงสุด 5 แอปด้วยกัน

นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานเป็นแถบแข้งเตือนขนาดย่อมได้อีกด้วย เพียงเราเอานิ่วไปถูๆตรงขอบจอ ขณะหน้าจอปิดอยู่ก็จะมีพวกแถบแจ้งเตือนเล็กๆอย่าง นาฬิกา , การแจ้งเตือน หรือฟีดข่าวต่างๆ 

ระบบสแกนลายนิ้วมือบนปุ่มโฮม

ตัวปุ่มโฮมก็มีการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามาด้วย โดยเราสามารถใช้งานปลดล็อกหน้าจอได้ด้วยการแตะค้างไว้ครู่เดียวเท่านั้น ตรงนี้ก็ถือว่าสะดวกกว่าสมัยก่อนๆเยอะ อีกทั้งทาง Samsung ยังมีบริการ Mobile Payment หรือการจ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟนในชื่อ Samsung Pay อีกด้วย แต่ตรงนี้บ้านเราคงยังไม่ได่ใช้งานกันจริงๆจังสักเท่าไหร่น่ะนะ

เช็คอัตราการเต้นของหัวใจด้วย Heart Rate Monitor

ตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจก็ยังมีมาให้ตรงข้างๆกล้องหลังเช่นเคย ซึ่งเราสามารถวัดการเต้นของหัวใจ เวลาออกกำลังกายได้ผ่านแอป S-Health

Multi Windows ทำงาน 2 แอปในหน้าจอเดียว

อีกฟีเจอร์ที่ทาง Samsung ชูมาตลอดนั่นก็คือ Multi Windows ที่ให้เราสามารถใช้งาน 2 แอปบนหน้าจอเดียวได้ ซึ่งฟีเจอร์นี้ก็คงไม่ได้ใหม่อะไร เพราะมีให้ใช้งานกันตั้งแต่ Galaxy S6 Edge เดิมแล้ว แต่ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น การใช้งาน 2 แอปก็ยิ่งเต็มตาขึ้นมาอีกขั้นนึงน่ะนะ

แอป Smart Manager ผู้จัดการส่วนตัวค่อยเช็คเครื่อง

Smart Manager เอาไว้จัดการระบบอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นดูเรื่องของแบตเตอรี่จะปรับโหมด ประหยัดพลังงาน , ประหยัดพลังงานสูงสุด เช็คประวัติการใช้งานแบตเตอรี่ , เช็คหน่วยความจำภายใน เคลียร์ไฟล์ Cache , เช็คแรมที่เหลือใช้ เคลียร์แรม หรือเช็คความปลอดภัยของตัวเครื่องด้วยระบบสแกนหรือ Knox

Theme Store

พวก Theme ก็ยังมีให้ดาวน์โหลด ให้เลือกเปลี่ยนเช่นเคย อยากเปลี่ยนรูปแบบไปแนวไหนก็ลองหาได้จากใน Theme Store ได้เลยจ้า

ความบันเทิงบน Galaxy S6 Edge+

มาถึงเรื่องความบันเทิงอย่างการดูหนังฟังเพลงกันบ้าง ด้วยหน้าจอ Super Amoled ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม และความคมชัดอยู่แล้ว แถมบน S6 Edge+ ยังมีขนาดถึง 5.7 นิ้วแบบนี้ เหมาะมากที่จะเอามาดูไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงๆ สีสันสวยๆ จริงๆ ชัดเต็มตา เต็มอารมณ์เลยจริงๆ *0*

ส่วนในเรื่องของเสียงก็ทำได้ดีเลย ด้วยลำโพงของตัวเครื่องที่อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องเวลาวางเครื่องก็ยังได้เสียงที่ดังใช้ได้ และระบบเสียงในการเชื่อมต่อผ่านหูฟังก็มีระบบ มีการเพิ่มระบบ UHQ Upscaler เข้ามาด้วย ระบบที่ว่านี้ก็คือการอัพสเกลระดับเสียงขึ้นไปให้คล้ายกับฟังเพลงคุณภาพสูงๆ UHQ เลย ซึ่งเราสามารถเข้าไปเปิดได้ที่ Settings > Sounds and Notifications > Sound Quality and Effects > UHQ Upscaler ครับ (เหมือนกับ Note 5)

การเล่นเกมบน Galaxy S6 Edge+

ในส่วนของการเล่นเกมก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะว่าด้วยสเปคระดับนี้แล้ว เรียกว่าเทพสุดๆในปีนี้แล้วแหละ เราเลยจัดเกมกราฟิกหนักๆอย่าง FIFA 16 Ultimate Team , Contract Killer Sniper , Real Boxing , GT Racing 2 , Need for speed No Limits มาทดสอบกันดูเลย

ผลก็ออกมาตามคาดแหละครับ เล่นได้ลื่นไหลสุดๆ เอฟเฟคต่างๆของเกมแสดงได้ครบถ้วน แต่การเล่นเกมหนักๆจริงก็ไม่ถือว่าร้อนมากนัก ยังอยู่ในอาการรับได้ แค่อุ่นๆเท่านั้นเองครับ :D

ประสิทธิภาพของ Galaxy S6 Edge+

ทดสอบดูหนัง เล่นเกม กันไปแล้ว การทำงานก็ลื่นไหลตามสไตล์เรือธง แต่ถ้าเทียบเป็นคะแนนล่ะ จะได้สูงแค่ไหน ก็คงต้องทดสอบกันผ่านแอป AnTuTu Benchmark ให้ชมกันสักหน่อย และคะแนนทดสอบของ S6 Edge+ ก็ออกมาที่ 69,587 คะแนนครับ

กล้องถ่ายภาพของ Galaxy S6 Edge+

มาถึงเรื่องกล้องที่น่าจะหนึ่งเป็นปัจจัยหลักของการซื้อสมาร์ทโฟนสมัยนี้ไปแล้วล่ะ และแน่นอนว่า Galaxy S6 Edge+ นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะมาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมค่า f กว้าง 1.9 ก็เป็นตัวเดียวกับ Galaxy S6 Edge เดิม แต่ว่าในทางซอฟต์แวร์ก็มีการอัพเกรดขึ้นมา

โหมดโปรก็มีการปรับแต่งให้เลือกมากขึ้นสามารถปรับ Speed Shutter ได้แล้ว และยังเพิ่มการบันทึกภาพไฟล์ RAW มาด้วยนะ

โหมดการถ่ายวิดีโอที่เพิ่มเข้ามาก็มีอยู่ 2 โหมดด้วยกันคือ Video Collage ที่ให้เราสามารถถ่ายคลิปวิดีโอ 4 ช็อตมารวมกันไว้ใน 4 ช่องเป็นคลิปเดียว (คล้ายกับภาพ Collage นั่นล่ะครับ) และ Live Broadcast ที่ให้เราสามารถถ่ายทดสอบผ่านช่องบน YouTube ของเราเองแบบที่ไม่ยุ่งยาก

เอาเป็นว่าลองไปชมตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายจาก Galaxy S6 Edge+ กันเลยดีกว่าฮะ

 

โดยรวมคุณภาพก็ถือว่าทำได้ประทับใจทีเดียว โหมด Auto ใช้งานง่ายและครบถ้วน โฟกัสรวดเร็ว โทนสีสวยสดใช้ได้ หรือถ้าไม่ถูกใจก็ยังมีโหมด Pro ให้เลือกปรับค่าต่างๆเองอีกด้วย เรียกว่าในเรื่องกล้องหลังนั้นเด็ดดวงมากๆเลยล่ะครับ :D

กล้องหน้าเซลฟี่โดนใจ มุมมองกว้าง หน้าเนียนสวยใส

มาถึงกล้องหน้าที่ก็สำคัญไม่แพ้กล้องหลังน่ะนะ Galaxy S6 Edge+ มาพร้อมกับหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้างและ f1.9 เช่นเดียวกับ Galaxy S6 Edge แต่ในเรื่องซอฟต์แวร์ก็มีการเพิ่มเติมเข้ามาอีกนิดๆหน่อยๆ อย่างการสั่งงานด้วยเสียงจะพูด Capture , Smile , Shoot , Cheese ได้หมด หรือจะเป็นการแบนมือให้กล้องแบบ Palm Selfie ก็ทำได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Galaxy S6 Edge+

การใช้งานแบตเตอรี่ของ Galaxy S6 Edge+

ปิดท้ายเรื่องการใช้งานแบตเตอรี่กันอีกเช่นเคย Galaxy S6 Edge+ ให้แบตเตอรี่มาที่ความจุ 3000 mAh และสเปคโดยรวมทุกอย่างก็เท่ากับ Galaxy Note 5 เป๊ะๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องของแบตเตอรี่ก็ใกล้เคียงกันเอามากๆเลย จากที่ทดสอบมาก็รู้สึกว่ามันอึดพอตัว ถึงแม้ความจุแบตฯจะไม่ได้เยอะเท่าไหร่ (ถ้าเทียบกับขนาดหน้าจอ) แต่เอาเข้าจริงก็อยู่รอดตลอดวัน ใช้งานไม่หนักมากก็อยู่ได้วันกว่าๆเลยล่ะครับ

อีกทั้ง Galaxy S6 Edge+ ยังมีระบบ Fast Charge ไว้ช่วยลดเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วยนะ แต่ตรงนี้ต้องใช้หัวอแดปเตอร์ของที่ให้มาจากในกล่องเท่านั้นนะ ถึงจะขึ้น Fast Charge

สรุปผลการทดสอบ

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนเรือธงตัวใหม่จาก samsung ที่โดดเด่นในเรื่องของดีไซน์มากๆ ด้วยหน้าจอโค้งสวยๆอันน่าเย้ายวน พร้อมความสามารถอีกเล็กๆน้อยๆ จากเดิมที่ S6 Edge ก็สวยงามอยู่แล้ว รอบนี้พอหน้าจอใหญ่ขึ้นเต็มตามากขึ้นแถมความสวยงามก็ยังมาครบเช่นเคย อีกทั้งในเรื่องของสเปคก็จัดเต็มมาเรียกว่าระดับท็อปสุดๆในปีนี้แล้วก็ว่าได้ ทั้งเรื่องหน่วยประมวลผล Exynos 7420 Octa-core 64-Bit เร็วแรงกระชากใจ , แรม 4GB หรือเรื่องกล้องหน้าหลังที่จัดว่ายอดเยี่ยม แสงน้อย แสงมาก ชนะเลิศ สรุปแล้ว Galaxy S6 Edge+ ก็เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนสวยงาม พรีเมี่ยม หน้าจอใหญ่เต็มตา สเปคจัดเต็มจริงๆ :D

ราคาเปิดตัวของ Samsung Galaxy S6 Edge+ [32GB] อยู่ที่ 26,900 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอโค้ง 2 ข้างสุดเย้ายวน แสดงผลได้ยอดเยี่ยม
  • วัสดุกระจกและโลหะสุดแกร่ง เพิ่มความพรีเมี่ยมขึ้นเยอะ
  • หน่วยประมวลผลและสเปคเร็วแรงกระชากใจ
  • กล้องหน้าและหลังคุณภาพเยี่ยมยอด

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องเก็บรอยนิ้วมือง่ายมาก
  • ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้แล้ว

ทิ้งท้าย

อย่างที่ทราบกันว่าเรือธงปลายปีนี้ของ Samsung นั้นมีด้วยกัน 2 รุ่นทั้ง Galaxy S6 Edge+ และ Galaxy Note 5 และทาง Samsung ก็นำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยด้วยกันครบทั้ง 2 รุ่นแล้วด้วย โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ก็มีจุดเด่นที่ต่างกันอยู่เล้กน้อย คือ S6 Edge+ ก็มาพร้อมกับจอโค้ง แต่ไร้ปากกาคู่ใจ ส่วน Galaxy Note 5 ก็มาพร้อมปากกา S Pen แต่หน้าจอแบนราบ ซึ่งสเปคก็เหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผล แรม แบตเตอรี่ กล้อง ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบเพราะบางท่านอาจจะต้องการใช้งานปากกาในการจดๆเขียน หรือบางท่านอาจจะอยากได้ความสวยงามของหน้าจอแต่ปากกาก็ไม่ได้ใช้ ตรงนี้ก็คงต้องตัดสินใจกันดีๆเพราะค่าตัวของทั้ง 2 รุ่นนี้ก็ต่างกันเพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้นครับ

 

รีวิวโดย : เฮียแม๊พ. TechXcite