Review: Huawei Mate 8 งามสง่าภูมิฐานอย่างมีระดับกับที่สุดแห่งความพรีเมียม!

ป๋าเอก | 17 ก.พ. 2559 14:36:30 (อัพเดต 25 ก.พ. 2559 17:05:17)

18944

VIEWS ป๋าเอก

:: Review: Huawei Mate 8 งามสง่าภูมิฐานอย่างมีระดับกับที่สุดแห่งความพรีเมียม! ::

สวัสดีครับชาว TechXcite กลับมาพบกับ “ป๋าเอก” และการรีวิวผลิตภัณฑ์ไอทีและ Gadget ที่น่าสนใจกันเหมือนเช่นเคย สำหรับวันนี้ผมมีสมาร์ตโฟนที่น่าสนใจอีกหนึ่งรุ่นมานำเสนอกันกับ Huawei Mate 8 จากบริษัท Huawei ที่ตอนนี้ต้องบอกว่าเป็นแบรนด์จากประเทศจีนที่โกอินเตอร์ในระดับเวทีสากลไปแล้ว หากพิจารณาจากยอดขายสมาร์ตโฟนของพวกเขาที่ตอนนี้ครองอันดับ 3 ของโลกได้อย่างสง่าผ่าเผยด้วยความสำเร็จของมือถือทั้งตระกูล Mate (Huawei Mate S) และ P (Huawei P8) นี่ยังไม่นับรวมกับการที่ Huawei ได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องของงานผลิตเป็นอย่างมากจนถึงขนาดได้รับมอบหมายจาก Google ให้ผลิตมือถือ Nexus 6P ที่เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่สุดอีกต่างหาก

ดังนั้นกับการกลับมาของ Huawei Mate 8 ในคราวนี้ที่ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน “เรือธง” ประจำช่วงต้นปี 2016 (คือจริงๆเปิดตัวตั้งแต่ปลายปี 2015 แล้วละแต่เพิ่งเข้าไทย) เชื่อเหลือเกินว่าสาวก Huawei ในบ้านเราหลายคนก็คงคาดหวังว่าทางบริษัทจะยังรักษามาตรฐานเดิมที่พวกเขาทำเอาไว้ได้ในระดับเดิมหรือยิ่งดีขึ้นไปอีก ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่เราคงต้องมาตามพิสูจน์กันในบทความรีวิว Huawei Mate 8 ด้านล่างนี้กันละครับ ;)

Design: Huawei Mate 8

สำหรับงานออกแบบของ Huawei Mate 8 นั้นจะดูหรูหราและพรีเมี่ยมเป็นอย่างยิ่งด้วยความที่ทาง Huawei นั้นตั้งใจดีไซน์ตัวเครื่องเพื่อกลุ่มเป้าหมายหลักของพวกเขานั่นก็คือเหล่านักธุรกิจที่ต้องการสะท้อนภาพไลฟ์สไตล์ของตัวเองออกมาผ่านทางสมาร์ตโฟนที่พวกเขาเลือกใช้งานนั่นเอง ดังนั้นเราจะได้เห็นส่วมผสมที่ลงตัวในการผลิตด้วยการเลือกใช้วัสดุที่เป็นโลหะตัดขอบข้างเป็นหลักส่วนหน้าจอเป็นกระจก Gorilla Glass 4 ที่มีความแข็งแรงทนทาน ขณะเดียวกันตัวเครื่องเองยังบางเพียง 7.9 มม. และน้ำหนัก 185 กรัมทำให้เวลาใช้งานจริงแล้วคุณจะไม่รู้สึกเลยว่ามือถือเครื่องนี้มีขนาดใหญ่เกินไป (ด้วยหน้าจอ 6 นิ้ว) แต่อย่างใด

ซึ่งจากที่ผมได้มีโอกาสใช้งาน Huawei Mate 8 จริงก็พบว่าตัวเครื่องให้สัมผัสที่ฟีลกู้ดมากๆเวลาหยิบจับใช้งานในชีวิตประจำวันชนิดวางไม่ลงเลยละ แถมยังดูมีสเน่ห์น่าหลงใหลทุกครั้งที่มองประหนึ่งเครื่องประดับหรูๆสักชิ้นก็ไม่ปาน โดยตัวเครื่องที่เราได้มารีวิวในวันนี้จะเป็นรุ่นสีทอง Champagne Gold ที่ดูงดงามในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สีทองทั่วไป ในขณะที่อีกสีที่วางจำหน่ายนั้นเป็นสีน้ำตาล Mocha Brown ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีที่แปลกตาจากสมาร์ตโฟนที่มีวางจำหน่ายในตลาดเวลานี้อยู่พอสมควร

และแน่นอนครับว่าเมื่อเป็นมือถือตระกูล Mate แล้วก็ต้องคงจุดเด่นในเรื่องของ "หน้าจอใหญ่" เอาไว้เหมือนเดิม โดย Huawei Mate 8 นั้นมาพร้อมกับหน้าจอความละเอียด Full HD (1080 x 1920 พิกเซล, 368 ppi) ขนาด 6 นิ้วที่ถือว่าให้ความคมชัดสมจริงดีทีเดียว ขณะเดียวกันอัตราส่วนขนาดหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 85% แถมขอบหน้าจอเองยังบางมากทำให้คุณรู้สึกเต็มอิ่มกับการเข้าถึงอรรถรสในการดูหนังหรือเล่นเกมส์ผ่านหน้าจอนี้แบบสุดๆไปเลย ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะไม่ได้เลือกใช้งานหน้าจอ 2K Quad HD ตามสมัยนิยมของมือถือรุ่นท็อปก็ตาม 

ทางด้านบนของหน้าจอ Huawei Mate 8 ก็จะมีไฟ LED แจ้งเตือนการแสดงผล (ซ่อนอยู่), ลำโพงสำหรับการสนทนาโทรศัพท์, กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์วัดระยะห่างกับเซนเซอร์วัดแสง

ในส่วนของด้านบนตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. และไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

ขยับลงมาด้านล่างหน้าจอของ Huawei Mate 8 จะมีเพียงแค่ชื่อแบรนด์เพราะเมนูควบคุมในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Home, Back หรือ Recent Apps นั้นจะเป็นปุ่มบนหน้าจอ (On-Screen) แทน

ด้านล่างของตัวเครื่องยังคงเลือกใช้งานพอร์ทแบบ microUSB สำหรับโอนถ่ายข้อมูลและชาร์จแบตเตอรี่ (ไม่ได้ขยับไปใช้ USB Type-C เหมือนอย่างที่แบรนด์บางส่วนตอนนี้เริ่มใช้กัน) ขนาบข้างด้วยตะแกรงลำโพงและไมโครโฟนสำหรับสนทนาแบ่งกันคนละด้าน

ทางด้านขวาของ Huawei Mate 8 มีเพียงปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power สำหรับการเปิด-ปิดเครื่องและปลดล็อคหน้าจอ

ส่วนฝั่งซ้ายมีเพียงแค่ช่องใส่ซิมการ์ดและ microSD ซึ่งจะเป็นแบบ Hybrid SIM คือสามารถเลือกใช้งานได้ระหว่างใส่สองซิมพร้อมกัน (Nano-SIM แบบ 4G/2G อย่างละช่อง) หรือจะใส่ซิมเดียวแล้วช่องที่สองใส่ microSD แทนก็ได้ (รองรับสูงสุด 128GB)

พลิกมาดูด้านหลังตัวเครื่อง Huawei Mate 8 เน้นความเรียบง่ายเป็นหลักโดยด้านบนจะเป็นกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช LED สองสีอยู่ด้านข้าง โดยตัวกล้องนั้นจะนูนขึ้นมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย แต่ที่มีเพิ่มเข้ามาใหม่ก็คือเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทรงกลมที่อยู่ทางด้านล่างของกล้องหลังลักษณะเดียวกับใน Nexus 6P เลย

สุดท้ายในส่วนของอุปกรณ์ที่แถมมาให้ในกล่องของ Huawei Mate 8 (ซึ่งหน้าตาดูเรียบหรูไม่แพ้กัน) ก็จะมีสาย microUSB, หัวชาร์จ Wall Adapter, เคสแบบ Smart Case, หูฟังสมอลล์ทอล์ค, เข็มจิ้มซิม และคู่มือการใช้งานครับ

UI & OS: Huawei Mate 8

สำหรับ Huawei Mate 8 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow เวอร์ชั่นล่าสุดซึ่งก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ไม่อยากรอการอัพเดทนานๆเพราะอย่างน้อยซื้อรุ่นนี้ไปใช้แล้วคุณก็ได้เวอร์ชั่นใหม่ก่อนใครเพื่อนเลยนั่นเอง เพียงแต่ว่าของ Huawei Mate 8 นั้นจะถูกครอบอินเตอร์เฟซด้วย EMUI 4.0 ทำให้มีแอปพลิเคชั่นและลูกเล่นบางอย่างที่เป็นของทาง Huawei ใส่มาให้ด้วย แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าใส่มาให้ไม่เยอะมากในระดับที่เรียกว่าใกล้เคียงกับความเป็น stock Android เลยด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ตามถ้าคุณชอบความแตกต่างไม่ซ้ำซากจำเจตัวเครื่องก็รองรับการเปลี่ยนธีมเครื่องซึ่งก็มีให้ดาวน์โหลดฟรีเพิ่มเติมอยู่พอสมควรเลยครับ โดยธีมที่ติดมากับเครื่องนั้นจะเน้นหนักไปที่สีทองเป็นหลัก ไอคอนของแอปที่ติดมากับเครื่องนั้นอร่ามมาเลย ส่วนแอปของ Google ทั้งหมดและแอปที่ติดตั้งภายหลังนั้นก็จะมาเป็นสีปกติของตัวเองเลย จะว่าไปดูแล้วก็รู้สึกขัดๆกันยังไงไม่รู้แฮะ (แต่ก็อย่างที่บอกครับ ไม่ชอบก็เปลี่ยนกันได้ตามสบาย)

ทั้งนี้ในส่วนของหน้าเมนูหลักก็จะสามารถปรับแต่งเพิ่ม widget ในการใช้งานต่างๆเข้ามาได้เหมือนอย่างมือถือ Android ทั่วไป เพียงแต่ว่าตามประสาของสมาร์ตโฟนจากประเทศจีนส่วนใหญ่แล้วจะให้แอปทุกสิ่งอย่างมารวมอยู่ในหน้าหลักเลยโดยไม่มีหน้า App Drawer แยก แน่นอนว่า Huawei Mate 8 ก็เป็นแบบเดียวกันนี่ละซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบความถนัดกันเลย นอกจากนี้เมนูควบคุมการใช้งานด้านล่างหน้าจอเองก็สามารถปรับแต่งกันได้เองอีกด้วยว่าอยากให้ปุ่มไหนอยู่ด้านไหน

แต่ที่ผมชอบจริงๆเห็นจะเป็นถาดแจ้งเตือนข้อความด้านบนที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยในฝั่ง Notifications นั้นข้อความแจ้งเตือนจะเรียงกันแบบหน้าไทม์ไลน์พร้อมเวลาชัดเจนทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่แท็บ Shortcuts ก็จะเป็นการรวมทางลัดในการใช้งานสำคัญๆซึ่งคุณสามารถเลือกได้ทันทีเช่น WiFi, Bluetooth, ความสว่างหน้าจอ หรือแคปหน้าจอเป็นต้น

Performance: Huawei Mate 8

็ีHuawei Mate 8 รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นจะเป็นรุ่น Premium Edition ซึ่งจะมาพร้อมกับ 4GB RAM และความจุ 64GB (เพิ่มความจุได้สูงสุด 128GB) ซึ่งเป็นรุ่นไฮเอนด์ที่สุดในตระกูลนี้แล้ว โดยตัวเครื่องเลือกใช้งานชิปเซ็ต Kirin 950 แบบ Octa Core CPU ความเร็ว 2.5GHz ที่พัฒนาขึ้นโดย Huawei เองซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีเอามากๆเลยแหละเพราะจากที่ใช้มาแทบจะไม่ได้เห็นอาการกระตุกหรือหน่วงสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันทั่วไปหรือเล่นเกมส์ต่างๆสามารถทำได้ลื่นไหลในระดับที่เรียกว่า "พลิ้ว" ดีทีเดียว โดยผลคะแนนเบนช์มาร์คของ Huawei Mate 8 ผ่าน AnTuTu นั้นได้ออกมาที่ราวๆ 88,000 คะแนน (แต่จริงๆเห็นมีคนทำไว้ได้ถึง 92,000 คะแนนเลยนะ)

ในส่วนของการเชื่อมต่อ Huawei Mate 8 รองรับ 4G LTE และ 3G ของทุกเครือข่ายในประเทศไทย นอกจากนี้ยังรองรับเครือข่าย WiFi 802.11 a/b/g/n/ac ทั้งบนความถี่ 2.4G/5G รวมไปจนถึง Bluetooth 4.2, GPS และ NFC ด้วย การจับสัญญาณทั่วไปถือว่าทำได้เร็วมากสมกับที่เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่เก่งด้าน Network จริงๆ

แต่ที่ถือว่าทำได้ดีงามจริงๆก็คืออายุการใช้งานแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh ของ Huawei Mate 8 ที่ถือว่าชาร์จครั้งหนึ่งใช้งานได้จริงๆ จากที่ผมใช้มาด้วยรูปแบบการใช้งานทั่วไป (ฟังเพลง, ตาม Social, เปิดเว็บ, ดูคลิป YouTube, เล่นเกมส์อีกนิดหน่อย) สามารถอยู่ได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าลากยาวไปจนถึงเย็นได้สบายๆในระดับที่ว่ายังพอมีแบตเตอรี่เหลือมาถึงบ้านตอนช่วงหัวค่ำด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเปิดโหมดประหยัดพลังงานแบบ Ultra (จำกัดการใช้งานเหลือเพียงแค่พื้นฐาน) ด้วยก็ยิ่งยาวนานเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าเป็นการเล่นเกมส์อย่างต่อเนื่องไม่พักอันนี้จะอยู่ได้ประมาณ 4-5 ชั่วโมงซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่โอเคไม่เลวเลย อย่างไรก็ตามตัวเครื่องอาจจะเริ่มอุ่นนิดๆครับถ้าใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นเกมส์แต่ก็ไม่ได้ร้อนจนเกินไป

Special Feature: Huawei Mate 8

เนื่องจาก Huawei Mate 8 นั้นเป็นสมาร์ตโฟนหน้าจอใหญ่ในระดับ Phablet ตัวเครื่องเลยใส่ตัวช่วยให้การใช้งานของคุณสะดวกขึ้นด้วย Mini Screen View แค่ลากนิ้วไปบนเมนูการใช้งานด้านล่างหน้าจอเหมือนเป็นการปัดเพียงเท่านี้ก็จะเป็นการย่อขนาดหน้าจอให้สามารถใช้งานด้วยมือเดียวได้แล้ว

ระบบ Fingerprint ID หรือเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่องสามารถทำงานได้ไวจริงอะไรจริง เวลาสแกนก็ดูง่ายและเร็วดีแตะแค่ 5-6 ครั้งระบบก็จะจดจำลายนิ้วมือของคุณแล้ว โดยนอกจากจะมีประโยชน์ในการปลดล็อคหน้าจออย่างไวและป้องกันไม่ให้คนอื่นมายุ่มย่ามกับมือถือของเราได้ง่ายๆแล้ว เรายังสามารถกำหนดให้ใช้การสแกนลายนิ้วมือแทนการกดชัตเตอร์เวลาถ่ายรูป (Selfie นี่ง่ายเลย), รับสายโทรศัพท์ได้ทันที หรือแม้กระทั่งปิดนาฬิกาปลุกได้อีกด้วย

และที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง (เพราะยังไม่เห็นใครทำตามเลย) ก็คือระบบ Knuckle Gesture หรือการสั่งการใช้งานบางอย่างด้วยการใช้ข้อนิ้วหรือมะเหงกของเรานี่แหละเคาะหรือลากลงไปที่หน้าจอโดยตรง โดยใน Huawei Mate 8 นั้นเราสามารถใช้ข้อนิ้วเคาะที่หน้าจอสองครั้งเพื่อแคปหน้าจอได้ แต่ถ้าเป็นการใช้สองนิ้วเคาะที่หน้าจอพร้อมกันจะกลายเป็นการบันทึกวิดีโอหน้าจอไปแทน ซึ่งสองอย่างแรกนี่สะดวกมากและใช้งานบ่อยจริง 555+ รวมไปจนถึงการใช้ข้อนิ้ววาดเป็นรูปต่างๆบนหน้าจอซึ่งจะเป็นการแคปหน้าจอแบบอิสระได้ตามใจอีกด้วย

Camera: Huawei Mate 8

กล้องหลังของ Huawei Mate 8 มาพร้อมเซนเซอร์ Sony IMX298 ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รองรับระบบกันสั่น OIS และแฟลช LED คู่สองสี ซึ่งความน่าสนใจของกล้องหลังในรุ่นนี้คงจะอยู่ที่การยกเอาฟีเจอร์ในการถ่ายรูปมาจากรุ่น Huawei P8 โดยตรงในหลายจุดๆทำให้เราสามารถถ่ายภาพได้อย่างหลากหลายตามความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองตามสะดวก

ไม่ว่าจะเป็นโหมด Light Painting ที่จะเป็นการเล่นกับแสงเป็นหลักทั้งการถ่ายภาพวาดแสงหรือถ่ายภาพเส้นแสงจากรถยนต์บนท้องถนน (โหมดนี้ดีจริงเพราะเราจะเห็นภาพแสงแบบ real-time บนหน้าจอของเราเลย), โหมด Beauty สำหรับกล้องหลังสำหรับคนชอบถ่ายฟรุ้งฟริ้ง, โหมด Super night สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อยโดยเฉพาะ, โหมดถ่ายภาพมุมกว้าง Panorama, โหมด Professional สำหรับคนที่ต้องการปรับตั้งค่ากล้องหลังทั้ง ISO/Speed Shutter/Focus/White Balance เลือกกันได้อย่างอิสระไปเลย

แต่ที่ผมว่าเหมาะกับนักธุรกิจทั่วไปจริงๆน่าจะเป็นโหมด Document adjustment ที่เวลาเราถ่ายภาพกระดานหรือเอกสารไปแล้ว ระบบก็จะตรวจจับหาส่วนที่เป็นเนื้อหาสำคัญแล้วครอปมาให้เป็นภาพในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าอ่านง่ายสบายตาพร้อมแชร์ต่อให้เพื่อนได้ทันที (ถ้าระบบทำรูปมาให้เราไม่โอเคสามารถเข้าไปแก้ไขด้วยตัวเราเองได้) ทีนี้ละครับไม่ว่าจะเลคเชอร์คาบไหนหรือประชุมบริษัทจดข้อมูลไวท์บอร์ดไว้เยอะเท่าไหร่ก็ไม่เคยหวั่น!

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่ากล้องหลังของ Huawei Mate 8 บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดได้ที่ Full HD 1080p (60fps) ยังไม่ได้ยกระดับไปที่ 4K ตามสมัยนิยมแต่อย่างใด...

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง Huawei Mate 8

ในขณะที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 8 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลนั้นแม้จะมีลูกเล่นของโหมด Beauty เข้ามาให้ใช้งานแต่ก็ทำได้เพียงปรับความเนียนได้ที่ 10 ระดับเท่านั้น รวมถึงยังปรับออปชั่นอื่นๆเช่นตาโต-แก้มเรียวไม่ได้เหมือนสมาร์ตโฟนที่เน้นเซลฟี่จริงๆ แต่ก็อย่างว่าละครับกลุ่มลูกค้าของรุ่นนี้คงไม่ต้องการเซลฟี่โอเวอร์ขนาดนั้นหรอกมั้งฮะ 555+

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า Huawei Mate 8

Conclusion: Huawei Mate 8

สำหรับ Huawei Mate 8 ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนที่มาพร้อมกับความสามารถที่ถือว่าครบเครื่องและเพียงพอต่อการสถาปนาตัวเองเป็นมือถือระดับเรือธงของยุคนี้ได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่แสดงผลสวยงามและสามารถพกพาได้สะดวกกว่าที่คิด (ถ้าพิจารณาจากการที่ตัวเครื่องเลือกใช้หน้าจอ 6 นิ้ว), สเปคฮาร์ดแวร์ที่ให้มาอย่างจัดเต็มและสามารถใช้งานได้ในระยะยาวๆโดยไม่ต้องกลัวว่าจะล้าสมัย, กล้องหน้า-หลังที่ถือว่ามีคุณภาพในระดับสมราคาและมีลูกเล่นให้ใช้งานเยอะไม่ใช่เล่น รวมไปจนถึงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่นานจริงพร้อมโหมดประหยัดพลังงานรูปแบบต่างๆให้เปิดใช้งานกันอีกตรึม

อย่างไรก็ตามหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้หลายคนพิจารณากันมากขึ้นเวลาซื้อ Huawei Mate 8 ก็คือเรื่องราคานี่แหละครับ เพราะ Huawei Mate 8 นั้นตั้งราคาไว้ที่ 23,900 บาทซึ่งก็ถือว่าสูงอยู่เหมือนกันหากมองจากสายตาของคนทั่วไปที่ยังติดภาพว่ามือถือจีนนั้นต้องมีราคาไม่แพงมาก กระนั้นก็ดีหากพิจารณาว่านี่คือสมาร์ตโฟนในระดับเรือธงของยุคที่มาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่ดูดีมีคลาสไม่แพ้แบรนด์คุ้นหูอื่นแถมประสิทธิภาพการทำงานยังถือว่าทำได้ในระดับดีเยี่ยม สำหรับผมแล้วราคานี้ไม่ถือว่าแพงเกินไปเลยครับกับการเป็นเจ้าของหนึ่งในมือถือจอใหญ่ที่ดีที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ :)

Huawei Mate 8 วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทยด้วยราคา 23,990 บาท

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite


แอบมากระซิบบอก พอดีไปเห็นมาว่าที่นี่ก็มีขาย

ใครสนใจอยากจะได้ Huawei Mate 8 สุดเจ๋งเครื่องนี้มาครอบครอง จัดกันได้เลยจ้า

>>> คลิกที่นี่ <<<