Review : Sony α6300 กล้อง Mirrorless ที่โดดเด่นเรื่องความเร็วในการโฟกัสภาพ!

น้าป๋วย | 29 มี.ค. 2559 12:40:25 (อัพเดต 31 มี.ค. 2559 20:31:51)

13124

VIEWS น้าป๋วย

Review : Sony α6300 กล้อง Mirrorless ที่โดดเด่นเรื่องความเร็วในการโฟกัสภาพ!

หลังจากที่ทาง Sony เปิดตัว Sony α6300 ออกมา พร้อมกับโปรโมทว่านี่คือกล้อง Mirrorless ที่สามารถโฟกัสภาพได้แม่นยำและเร็วที่สุดในโลกด้วยเวลาเพียง 0.05 วินาที ทำให้หลายต่อหลายคนอยากรู้ว่าประสิทธิภาพการทำงานของกล้อง Sony α6300 รุ่นนี้ว่ามันทำงานได้รวดเร็วจริงหรือเปล่า ทาง TechXcite ได้มีโอกาสนำเอา Sony α6300 มาทดสอบการใช้งาน เลยอยากจะนำมาบอกเล่าให้แฟนๆได้ทราบกันถึงประสิทธิภาพการทำงาน เดี่ยวเราไปชมรีวิวกันเลยดีกว่าสำหรับกล้อง Sony α6300 ว่าจะน่าใช้มากน้อยแค่ไหน และจะโดดเด่นเรื่องความไวความเร็วสมกับที่ได้ประกาศเอาไว้หรือเปล่า

แต่ก่อนอื่นมาดูรูปร่างหน้าตาของ Sony α6300 ตัวนี้กันก่อน สำหรับดีไซน์ของ Sony α6300 นั้นดูๆแล้วไม่แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่าง Sony α6000 เท่าไรนัก ตัวกล้องค่อนข้างบึกบึนจับถือได้ถนัดมือเลยทีเดียว เพราะด้วยโครงสร้างของกล้องเป็นแมกนีเซียมอัลลอย จึงแข็งแกร่งทนทาน และยังมีการซีลป้องกันละอองน้ำและฝุ่นรอบตัวด้วย ใครจะใช้งานแบบสมบุกสมบันก็ไม่มีปัญหา

ในส่วนของเซ็นเซอร์ของ Sony α6300 นั้นมีขนาด APS-C ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล โดยเป็นเซ็นเซอร์แบบใหม่ที่ทาง Sony พัฒนาขึ้น นั่นคือเซ็นเซอร์รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Copper Wiring ที่ช่วยลดระยะของวงจรระหว่างระนาบเซ็นเซอร์และ Photodiode ทำให้สามารถรับแสงที่มากระทบกับตัวเซ็นเซอร์ได้มากขึ้น นั่นหมายความว่าเซ็นเซอร์รุ่นใหม่นี้สามารถช่วยลด Noise ได้ดีขึ้น

โดยกล้อง Sony α6300 สามารถเร่งค่า ISO ได้สูงสุดถึง 51200 และยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การถ่ายวีดีโอแบบ 4K ที่เน้นด้านคุณภาพ ทั้งในเรื่องของไฟล์วีดีโอที่บันทึกในแบบ Super 35mm ความละเอียดสูงแบบ XAVC S 4K 30p รองรับโปรไฟล์ S-Gamut เพื่อการปรับแต่งภายหลังในแบบมืออาชีพ

จุดเด่นอีกอย่างในกล้อง Sony α6300 ตัวนี้ก็คือเรื่องของวิวไฟน์เดอร์อิเล็คทรอนิกส์ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาใช้งานกลางแดดจ้า เพราะวิวไฟน์เดอร์นี่แหละจะช่วยให้มองเห็นภาพชัดเจนกว่าการใช้งานด้วยจอ LCD แถมวิวไฟน์เดอร์ของ Sony α6300 ยังโดดเด่นด้วยความละเอียดของจอที่ 2,359,296 จุด มีอัตรารีเฟรชเร็วสูงสุดถึง 120 fps ช่วยให้เห็นภาพได้เสมือนจริงแบบ Real Time ไม่มีกระตุก และจากการใช้งานจริงพบว่าวิวไฟน์เดอร์ตัวนี้ให้ภาพที่คมชัด เวลาถ่ายภาพต่อเนื่องก็เห็นภาพต่อเนื่องเหมือนกับการมองผ่านวิวไฟน์เดอร์แบบกระจกในกล้อง DSLR เลย

และอีกอย่างที่ชอบมากก็คือรู้สึกว่าระยะของเซ็นเซอร์ที่ตัดการทำงานระหว่างจอภาพและวิวไฟน์เดอร์ค่อนข้างใกล้มาก ไม่เหมือนใน Sony ตระกูล A7 ที่ทำให้เรากลายเป็นคนสายตายาวเพราะต้องถือกล้องค่อนข้างห่างตัวไม่งั้นมันจะตัดการทำงานที่หน้าจอ ถือๆเล็งๆภาพใกล้ตัวหน่อย ดับหน้าจอไปใช้วิวไฟน์เดอร์ซะอย่างนั้น แต่สำหรับ Sony α6300 คือถือกล้องใกล้ตัวได้อยู่

ลองเอาเลนส์มาโครถ่ายภาพขยายภายในช่องมองภาพออกมาให้เห็นกัน จะเห็นได้ว่าภาพที่เรามองเห็นผ่านวิวไฟน์เดอร์ของกล้องตัวนี้คมชัดมากเลยทีเดียว เวลาอ่านค่าต่างๆผ่านวิวไฟน์เดอร์ก็ชัดเจนด้วย ตรงจุดนี้ให้คะแนนในเกณฑ์ดีไปเลย สำหรับใครที่ชื่นชอบการใช้งานแบบมองผ่านวิวไฟน์เดอร์น่าจะชอบกัน

มาดูกันต่อในส่วนของด้านบนตัวกล้อง มีแป้นควบคุมการเลือกโหมดการทำงานของกล้องรวมไปถึงแป้นคอนโทรลกล้องและปุ่มชัตเตอร์ด้วย สำหรับโหมดการถ่ายภาพของ Sony α6300 นั้นให้มาอย่างครบครันตอบสนองการทำงานทั้งในระดับมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้อย่างแน่นอน

ส่วนด้านข้างบริเวณกริปจับนั้นมีเครื่องหมายระบุตำแหน่งของ NFC สำหรับการเชื่อมต่อการทำงานของกล้องกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต โดยผู้ใช้งานกล้อง Sony α6300 สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น Play Memories ในการโอนไฟล์ หรือใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรลก็สะดวกสบาย เชื่อมต่อได้ทั้ง WiFi , NFC และระบบสแกน QR Code ที่ทำให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้นไปอีกโดยไม่ต้องใส่รหัสผ่านใดๆ นอกจากนี้บนตัวกล้องที่เห็นยังมีปุ่มอัดวีดีโอ ซึ่งมีข้อดีคือวางไว้ตรงตำแหน่งที่มือไม่เผลอไปกดเองโดยไม่ตั้งใจ แต่เวลาใช้จริงก็ต้องเอื้อมนิ้วโป้งมากดยากนิดนึง

สำหรับ Sony α6300 มีแฟลชป๊อปอัพมาให้ในตัวด้วยนะ เผื่อใครต้องการใช้งานแฟลชก็จะได้ไม่ต้องกังวลแถมตัวแฟลชสามารถใช้นิ้วดันโยกขึ้นลงเอาไว้ Bounce แฟลชได้ก็ถือว่าออกแบบมาจากรุ่นเก่าที่ยังคงใช้งานได้สะดวกดี แต่ถ้าใครจะต่อแฟลชแยกภายนอกก็มีฮอทชูมาตรฐานเอาไว้ให้ใช้งานเช่นเดียวกัน

มาดูอีกฝั่งของตัวกล้องจะเห็นว่ามีพอร์ตเชื่มต่ออยู่ 3 พอร์ตหลักๆ คือพอร์ต Micro USB เอาไว้สำหรับต่อกล้องเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือจะเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้ ข้อดีของพอร์ตนี้ก็คือเอาแบตเตอรี่สำรองมือถือมาเสียบต่อแล้วใช้งานกล้องได้ตามปกติเลย เวลาแบตเตอรี่กล้องจะหมดก็ไม่ต้องเสียเวลาหาที่ชาร์จ ตรงพอร์ตกลางเป็น HDMI ไว้ต่อเข้ากับหน้าจอต่างๆสำหรับดูภาพหรือวีดีโอ

และสุดท้ายที่คนถ่ายวีดีโออยากได้มากๆก็คือพอร์ตไมโครโฟน สำหรับการต่อไมโครโฟนแยกต่างหากเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น ถือว่า Sony ทำการบ้านมาดีมากจริงๆตรงจุดนี้เพราะให้มาครบตามความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ

ด้านหลังตัวกล้องก็ยังคงออกแบบดีไซน์ตามสไตล์กล้อง Sony โดยปุ่มควบคุมต่างๆถือว่าตอบสนองการทำงานได้รวดเร็วมาก เพราะแต่ละปุ่มที่ให้มานั้นเราสามารถที่จะปรับตั้งค่าตามความต้องการของเราเองได้ถึง 64 ฟังก์ชั่นการใช้งาน ใครอยากเซ็ตให้ปุ่มไหนทำงานอะไรก็กำหนดได้เลย รวมถึงมีปุ่ม Custom ให้อีก 2 ปุ่ม ตรงนี้ถือว่าช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเมนูต่างๆที่ใช้งานบ่อยๆได้สะดวก ข้อเสียอย่างเดียวคือบางทีตั้งปุ่มไว้แล้วลืมว่ามันเอาไว้ทำอะไรเพราะเยอะจัดเหลือเกิน

ส่วนหน้าจอ LCD ด้านหลังนั้นบิดพับได้เหมือนเดิม แต่ยังไม่สามารถบิดหน้าจอมาถ่าย Selfie ได้ เพราะบิดขึ้นได้ 90 องศา บิดลงได้ 45 องศา เพียงพอต่อการใช้งานแบบทั่วไปที่ไม่ต้องนอนหมอบราบหรือเขย่งตัวถ่ายภาพ แค่ใช้จอที่บิดพับได้ช่วยในการเล็งภาพได้ง่ายขึ้นเยอะ เสียดายไม่ใช่หน้าจอแบบสัมผัส เพราะถ้า Sony ใส่มาให้ด้วยน่าจะช่วยให้มือใหม่ที่คุ้นเคยกับการแตะหน้าจอถ่ายภาพสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น

และสุดท้ายก่อนไปชมภาพตัวอย่างของกล้อง Sony α6300 ก็ขอมาดูใต้กล้องกันก่อน บริเวณกริปจับใต้ตัวกล้องเป็นช่องใส่แบตเตอรี่และเม็มโมรี่การ์ด โดยแบตเตอรี่ที่ใช้เป็นรุ่น NP-FW50 สามารถใช้กับกล้อง Sony ได้ในหลายๆรุ่น ส่วนช่องใส่การ์ดก็รองรับ SD Card และ Meemory Stick

สเปคเด่นๆของ Sony α6300

  • เซ็นเซอร์ APS-C ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล
  • จุดโฟกัส 425 จุด แบบ Phase Detection , 169 จุด แบบ Contrast Detection
  • ระบบโฟกัสแบบ Hybrid ความเร็วสูง ทำงานได้ภายใน 0.05 วินาที
  • ระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง 11 ภาพต่อวินาทีเมื่อใช้ระบบ Live View ในหน้าจอ LCD และ 8 ภาพต่อวินาทีเมื่อใช้วิวไฟน์เดอร์อิลเ็กทรอนิกส์
  • รองรับการถ่ายวีดีโอแบบ 4K
  • บอดี้แมกนีเซียมอัลลอย มีระบบป้องกันละอองน้ำและฝุ่น
  • หน้าจอ LCD แบบบิดพับได้
  • รองรับ NFC และ WiFi
  • น้ำหนัก 361 กรัมไม่รวมแบตเตอรี่

ทีนี้มาดูตัวอย่างภาพและการทดสอบการใช้งานจริงกันบ้าง หลังจากที่ได้ลองเอา Sony α6300 มาถ่ายภาพแล้วพบว่ามันตอบสนองการถ่ายภาพได้ดีมากๆ โดยเฉพาะเรื่องความเร็วในการโฟกัสที่ต้องยอมรับว่า Sony พัฒนาได้ดีจริงๆ แถมจุดโฟกัสแบบ Phase Detection 425 จุดที่ให้มาใน Sony α6300 ครอบคลุมเกือบทั้งพื้นที่ในภาพประมาณ 90% เล็งจัดองค์ประกอบภาพได้ง่าย ยิ่งถ่ายภาพ Portrait สามารถใช้งาน Face Detection และ EYE AF ให้เข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ

จุดที่น่าสังเกตก็คือกล้อง Sony α6300 ไม่มีกันสั่นในตัว ดังนั้นถ้าใช้เลนส์ที่ไม่มีระบบกันสั่นก็ต้องถือกล้องนิ่งๆหน่อย จากตัวอย่างภาพด้านบนนั้นถ่ายในช่วงแสงโพล้เพล้ด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำ อาศัยการวางกล้องกับขอบสระบัวโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง อาศัยกันสั่นในตัวเลนส์ก็พอไหวอยู่

ทีนี้มาดูเรื่องระบบโฟกัสแบบต่อเนื่องที่ทำงานร่วมกับระบบโฟกัสแบบ Phase Detection 425 จุด หรือระบบโฟกัสแบบ Contrast Detection 169 จุด พร้อมระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง 11 ภาพต่อวินาทีกันบ้าง จากการใช้งานจริงพบว่ากล้องสามารถที่จะจับภาพต่อเนื่องได้เร็วไม่หลุดโฟกัส โดยการ Tracking ขณะใช้ระบบ AF-C นั้น กล้องจะแสดงผลจุดโฟกัสให้เห็นเป็นจุดเล็กๆในตำแหน่งที่กล้องโฟกัสตลอดเวลา ดังนั้นผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าเวลาถ่ายภาพก็จะรู้ได้ว่าโฟกัสบริเวณจุดใด

และถ้าถามว่ามีหลุดโฟกัสบ้างหรือไม่ขณะถ่ายภาพต่อเนื่อง 11 ภาพต่อวินาที ก็ต้องตอบว่ามีบ้างหากวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากๆ และใช้รูรับแสงกว้าง แต่ก็ยังเข้าเป้า 70-80% ให้ได้ภาพที่ดีที่สุดมาใช้งานแต่หากเป็นการเคลื่อนไหวแบบไม่ได้รวดเร็วและไปในทิศทางเดียวแล้ว รับรองว่าเข้าเป้า 100% ไม่หลุดโฟกัส ตรงจุดนี้ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับผู้ที่ต้องการกล้องที่มีระบบโฟกัสเร็วเพื่อการถ่ายภาพแอ็คชั่นหรือจะเอาไปถ่ายภาพเด็กๆสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหากล้องใหม่สักตัวก็เยี่ยมไปเลย

ลองเเอาภาพจากการถ่ายภาพต่อเนื่องมาทำเป็นไฟล์ GIF กันบ้าง โดยภาพที่ใช้นั้นดูแล้วไม่มีหลุดโฟกัสเลยสักภาพ ใครสนใจเอากล้องตัวนี้ไปถ่ายภาพแล้วทำ GIF Animation บ้างก็ได้นะ สนุกดีไปอีกแบบ

ทีนี้มาดูเรื่อง White Balance และระบบ HDR กันบ้าง พูดถึง White Balance กันก่อน หลังจากเอากล้องไปลองถ่ายภาพในงานมอเตอร์โชว์มาบางส่วนพบว่ากล้องมีความแม่นยำในการคำนวณ White Balace มาก เพราะในบูธรถยนต์มีแสงสีต่างๆมากมายหลายประเภท แต่กล้องก็ยังให้สีสันขอไฟล์ภาพตรงความเป็นจริงถือว่าสอบผ่านสบายๆสำหรับกล้องรุ่นใหม่ๆแบบนี้

ส่วนฟีเจอร์ที่เอามาทดสอบอีกอย่างก็คือระบบ HDR ซึ่งจะช่วยให้เห็นรายละเอียดระหว่างส่วนมือดและส่วนที่สว่างได้ดีขึ้น เพียงแต่โหมดการทำงานนี้ต้องปรับคุณภาพไฟล์เป็นแบบ JPG อย่างเดียว ลองดูภาพสองภาพด้านบนเปรียบเทียบกันดูว่าแตกต่างมากน้อยแค่ไหน

มาดูลูกเล่นอื่นๆที่น่าสนใจของกล้อง Sony α6300 กันบ้างดีกว่า อย่างเช่นโหมดการถ่ายภาพ Panorama ก็มีนะ เวลาถ่ายก็ถือกล้องแล้วกดชัตเตอร์ค้างไว้ ลากกล้องไปในทิศทางที่กำหนด ข้อเสียคือถ้ามีวัตถุที่เคลื่อนไหวก็จะเกิดภาพซ้อนขึ้น แต่ถือว่าเป็นลูกเล่นที่โอเคเลยไม่ต้องมานั่งถ่ายภาพทีละภาพแล้วต้องมาทำรูปเองภายหลัง

นอกเหนือจากนี้แล้วยังมีฟิลเตอร์ที่เรียกว่า Picture Effect ให้เลือกใช้งาน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกปรับแต่งภาพต่างๆได้อย่างสวยงามตามแต่จินตนาการ ไม่ต้องไปนั่งแต่งภาพเพิ่มอีกแต่อย่างใด ลองดูตัวอย่างภาพด้านบนจากการใช้งาน Picture Effect ได้เลย เป็นภาพ JPG หลังกล้องไม่มีการปรับแต่งภาพใดๆเพิ่มเติมอีกแล้ว

และบททดสอบสุดท้ายกับการเช็คเรื่องความคมชัดและ Noise เมื่อใช้ ISO สูง จากภาพที่เห็นนั้น ใช้ ISO ที่ 51200 แล้วครอปเอาภาพตัวอย่างมาที่ 100% ให้ชมกัน จะเห็นว่า Noise ถือว่าต่ำในเกณฑ์ที่รับได้แม้ใช้ ISO สูงที่สุดของกล้อง และยังได้ภาพที่เห็นรายละเอียดค่อนข้างดีทีเดียว ตรงนี้ต้องบอกว่าการจัดการ Noise ของ Sony α6300 นั้นทำได้เกินกว่าที่คาดไว้จริงๆ

ทีนี้ลองทดสอบประสิทธิภาพของกล้องเรื่องความเร็ว โดยลองไปถ่ายงานอีเวนท์หรือไม่ก็ถ่ายภาพแอ็คชั่นแบบจริงจัง... หลังจากได้ Sony A6300 มาลองเล่นก็เอาไปทดสอบระบบ 4D Focus ของ Sony Sony α6300 ในงานคอนเสิร์ตซะหน่อย ด้วยการใช้โหมดถ่ายภาพต่อเนื่องแบบ H+ เพื่อรัวภาพต่อเนื่อง 11 ภาพต่อวินาทีพร้อมปรับกล้องให้เป็นโฟกัสแบบ AF-C ให้ติดตามตัวแบบที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา

ส่วนวัดแสงเอาแบบ Multi เพราะใช้งานง่ายและสะดวกเนื่องจากแสงบนเวทีเป็นไฟวูบไปวูบมา วัดเป๊ะๆยาก อาศัยจังหวะที่นักร้อง (ป๊อด โมเดิร์นด็อก) วิ่งมาหน้าเวทีสัมผัสมือกับผู้ชม โดยให้กล้องโฟกัส Tracking ที่บริเวณใบหน้า แล้วใช้ Live View ผ่านหน้าจอที่บิดพับได้ยกกล้องขึ้นเหนือศีรษะ

จากนั้นรัวชัตเตอร์จนหมด Buffer แล้วมาเลือกภาพที่ดีที่สุด ซึ่งหลังจากลองใช้กล้องทดสอบการทำงานแล้ว บอกเลยว่า เร็ว , เข้าเป้าและวัดแสงแม่น ส่วนข้อเสียคือ เม็มโมรี่การ์ดเต็มเร็วมาก และจำเป็นต้องใช้การ์ดความเร็วสูงเพื่อถ่ายภาพแบบต่อเนื่องโดยไม่สะดุด กดรัวแปปๆเป็นร้อยรูปในเวลาไม่ถึง 5 นาที

อีกอย่างคือไม่มีหน้าจอสัมผัสมาให้ เห็นมือถือข้างๆเค้าจิ้มหน้าจอเอา....ง่ายจัง... แต่ไม่เป็นไร เพราะลองดูภาพตัวอย่างในภาพด้านล่างก็ต้องบอกว่าได้ภาพดีๆและน่าประทับใจมาก ซึ่งภาพทั้งหมดเป็นภาพที่ได้จากกล้อง Sony α6300 ทั้งหมด มีปรับแต่งภาพผ่าน VSCO CAM เพื่อให้สีสันสวยงามขึ้น ลองดูกันว่าเป็นอย่างไร

สุดท้ายแล้วก็ต้องมาถึงสรุปการใช้งานหลังจากที่ได้หยิบจับ Sony α6300 ตัวนี้มาลองเล่นลองถ่ายภาพ สรุปได้ว่า Sony α6300 เป็นกล้องที่ออกแบบมาสำหรับงานถ่ายภาพที่ต้องการความเร็วในการโฟกัสภาพ รวมไปถึงการควบคุมกล้องและเรื่องของการใช้งานด้านวีดีโอ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ทดสอบด้านวีดีโอมาให้ชม) ช่างภาพมือสมัครเล่นน่าจะเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการถ่ายภาพงานอีเวนท์หรือจะเอาไว้ใช้สำหรับการถ่ายภาพลูกหลานหรือสัตว์เลี้ยงก็ตอบโจทย์ได้ดี

เพราะกล้องสามารถ Tracking วัตถุที่จะถ่ายได้เร็วพอที่จะเก็บบันทึกภาพดีๆได้ ส่วนช่างภาพมืออาชีพนั้นน่าจะเหมาะกับสายช่างภาพอีเวนท์หรือช่างภาพกีฬาด้วยระบบการทำงานที่เรียกว่าตอบโจทย์และช่วยให้ได้ภาพดีๆง่ายดายมากขึ้นนั่นเอง แถมตัวกล้องที่เล็กกว่ากล้อง DSLR ทำให้เหมาะที่จะพกพาเพื่อการถ่ายภาพในทุกๆสถานการณ์โดยไม่เป็นจุดสนใจมากนักอีกด้วย

จุดเด่น

  • ไฟล์ภาพคุณภาพสูง ให้ภาพสวยงาม Noise ต่ำ
  • ระบบโฟกัสที่รวดเร็วใช้งานได้จริง รวมถึงระบบการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงภึง 11 ภาพต่อวินาที
  • บอดี้แข็งแรงทนทาน
  • รองรับการถ่ายวีดีโอแบบ 4K พร้อมช่องต่อไมโครโฟนในตัว
  • มีวิวไฟน์เดอร์ที่เห็นภาพคมชัดเหมือนจริง

จุดสังเกต

  • บอดี้ไม่มีระบบกันสั่นในตัว ต้องไปพึ่งระบบกันสั่นที่เลนส์แทน
  • หน้าจอไม่สามารถบิดพับได้ถึง 180 องศาเพื่อถ่ายภาพ Selfie เหมือนกล้องใหม่ๆรุ่นอื่นๆ และไม่มีระบบหน้าจอสัมผัส