Article : ถ่าย Portrait สวยเนียนด้วย OPPO R15 Pro สมาร์ทโฟนกล้องคู่ 20 + 16 ล้านพิกเซลพร้อมระบบ AI Portrait เหนือชั้น !

เฮียแม็พ | 26 พ.ค. 2561 23:59:15 (อัพเดต 27 พ.ค. 2561 12:17:27)

17166

VIEWS เฮียแม็พ

Article : ถ่าย Portrait สวยเนียนด้วย OPPO R15 Pro สมาร์ทโฟนกล้องคู่
20 + 16 ล้านพิกเซลพร้อมระบบ AI Portrait เหนือชั้น !

กลับมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ R Series ของ OPPO ที่หลังจากสร้างกระแสตอบรับได้ดีมากๆในรุ่น R9s ที่ผ่านมาจนขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทโฟน Android ที่ขายดีอันดับ 1 ในโลกในไตรมาสแรกของปี 2560 (ข้อมูลจาก Strategy Analytics) ปีนี้ OPPO เลยนำเอาเรือธงรุ่นใหม่อย่าง OPPO R15 Pro มาให้แฟนๆได้จับจองกันอีก

ซึ่งรุ่นนี้ก็มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่สวยหรูด้วยวัสดุแบบกระจกทั้งหน้าและหลังแถมได้นักออกแบบชื่อดังคุณ Karim Rashid มาร่วมคิดค้นในเรื่องของดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่นมากอีกด้วย

โดย OPPO R15 Pro นั้นจะมาพร้อมกับ 2 สีสุดสวย Ruby Red และ Cosmic Purple ที่ไล่เฉดสีจากบนลงล่างและล่างขึ้นบนได้อย่างงดงามและมีมิติ

ด้วยหน้าจอ Super Full Screen ก็ทำให้การแสดงผลนั้นเต็มตายิ่งขึ้น ใช้ชนิดหน้าจอแบบ Super Amoled แสดงผลได้สวยสด มุมมองกว้าง จะใช้งานได้สภาพแสงไหนๆก็ยังคมชัดไม่เปลี่ยนครับ

นอกจากเรื่องดีไซน์ที่ดูสวยงามแล้ว กล้องที่เป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ OPPO R15 Pro ก็ให้กล้องคู่ (เซ็นเซอร์ตัวล่าสุด Sony IMX519) คุณสมบัติยอดเยี่ยมมาด้วยการทำงานร่วมกับระบบ AI Enhanced ได้เป็นอย่างดี จะถ่ายภาพ Portrait ก็ทำได้ดี หรือจะถ่ายวิว ถ่ายอาหาร ถ่ายสัตว์เลี้ยง ครบถ้วนด้วยระบบ AI Scene ที่แยกแยะและจัดแจงโหมดมาหใ้เราใช้งานอย่างเหมาะสม

Portrait เด่น หน้าชัด-หลังเบลอสวยยย !

เอ้า ! ไหนๆก็พูดถึงเรื่องกล้องโดดเด่นซะขนาดนี้ บทความนี้เราก็ขอแนะนำในเรื่องของกล้องหลังกันให้ชัดๆขึ้นอีกสักหน่อยละกันว่า OPPO R15 Pro ที่มีจุดเด่นกล้องคู่พร้อมระบบ AI Enhanced นี้จะน่าสนใจสักแค่ไหน เริ่มแรกก็ขอเข้าสู่เรื่องที่หลายคนนิยมใช้ถ่ายกันประจำอย่างโหมด Portrait กันก่อนเลยดีกว่า !

กล้องคู่ของ R15 Pro นั้นให้ความละเอียดมีสูงสุดๆถึง 20 + 16 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง f/1.7 ทั้งคู่ มีระบบโฟกัส PDAF ที่รวดเร็วพร้อมใช้เซ็นเซอร์ตัวล่าสุดอย่าง Sony IMX519 อีก แค่เห็นสเปคนี่ก็บอกได้เลยว่าโหดมากๆแล้ว แต่เท่านั้นยังไม่พอเพราะซอฟต์แวร์ภายในก็ยังปรับจูนมาให้ใช้งานด้านการถ่ายภาพได้ดีมากๆด้วยระบบ AI Portrait ที่จะช่วยให้เราถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างสวยเนียนอีกต่างหาก

เกริ่นมาแบบนี้อาจะดูเหมือนใช้งานยาก แต่เอาจริงๆด้วยระบบ AI ตัวเลือกเราไม่เยอะเลยครับ เริ่มแรกด้วยการเปิดไปที่โหมด Portrait หรือรูปคนได้เลย ในค่าเริ่มต้นตัวระบบจะตั้งมาให้ภาพนั้นถูกซูมเข้าไปประมาณ 1.5 เท่า ให้ได้ระยะของการถ่าย Portrait แบบพอดิบพอดี แต่ถ้าไม่ชอบการซูมเข้าไปจะกดที่มุมซ้ายบนเพื่อใช้มุมปกติก็ได้เช่นกันครับ ตรงนี้เราเลือกได้ตามสะดวกเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายเปรียบเทียบ 2 ระยะระหว่างช่วงปกติและช่วงซูม คุณภาพของทั้ง 2 ช่วงนั้นทำได้ยอดเยี่ยมทั้งคู่ รายละเอียดและความคมชัดทำได้ดีทีเดียว การตัดฉากหลังละลายตามขอบถือว่าเนียนตาใช้ได้ ส่วนเรื่องช่วงอันนี้ก็เลือกใช้แล้วแต่ความเหมาะสมครับ อยากได้ครึ่งตัวใบหน้าชัดๆก็เลือกไปที่ช่วงซูมหรือถ้าอยากได้เต็มตัวกว้างๆหน่อยก็กดที่ช่วงปกติเอาเนาะ

3D Portrait Lighting ปรับแสงให้สวยกว่าที่เคย !

แค่หน้าชัด-หลังเบลอสวยๆอย่างเดียวคงไม่พอแล้วเดี๋ยวนี้ ซึ่งบนรุ่นนี้นอกจากเอฟเฟกต์ละลายฉากหลังแล้ว ยังมีระบบ 3D Lighting ช่วยเพิ่มโทนของภาพใหสวยมากขึ้นด้วยรูปแบบแสงที่มีให้เลือกถึง 5 แบบอีกด้วย ซึ่งเราสามารถเลือกได้เลยที่หน้า UI ของโหมด Portrait เลยครับ

แสงที่ว่านี้จะแบ่งออกเป็น 5 แบบดังนี้ครับ

  • Natural Light แสงธรรมชาติทั่วไป
  • Film Light แสงแบบกล้องฟิล์ม
  • Tone Light แสงแบบขาว-ดำ
  • Rim Light แสงแบบย้อนแสง (เพิ่มแสงบริเวณใบหน้าและเส้นผม)
  • BI-Color Light แสงสะท้อนที่ใบหน้า เน้นไปที่แสงสีแดงและเขียว

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ที่มีการปรับแสง 3D Lighting จะเห็นว่าการปรับโทนสีและแสงที่เพิ่มเติมจากแสงทั่วๆไปนั้นทำได้ดีทีเดียว เปลี่ยนบรรยากาศของภาพที่ได้เป็นอีกรูปแบบจากปกติได้ ถ้าใช้งานเข้ากับสถานการณ์อย่างถ้าเราถ่ายย้อนแสงแล้วเลือกเป็น Rim Light ใบหน้าของแบบก็ชัดขึ้นแถมได้เอฟเฟกต์บริเวณไรผมเพิ่มให้สวยเหมือนถ่ายจากกล้องใหญ่, Tone Light อยากได้ภาพขาว-ดำเท่ๆแบบละลายหลังก็เลือกได้เลย หรือจะเป็นแสงไฟแนวสตูดิโอสะท้อนใบหน้าสวยๆก็ปรับไปที่ Bi-Color Light ได้อีก เรียกว่า Portrait ทำได้ครบดีทีเดียวครับ

แต่ ! ก็มีจุดที่น่าเสียดายนิดหน่อยคือหลังจากที่เราเลือก 3D Lighting ไปแล้ว เราไม่สามารถมาเลือกปรับเป็นแสงรูปแบบอื่นๆได้ทีหลัง คือเลือกแบบไหนก็ถ่ายได้แบบนั้นเลย ตรงนี้บางครั้งถ้าเราเลือกรูปแบบผิดอาจจะต้องเลือกแล้วถ่ายใหม่ไม่งั้นเสียดายแย่ :P

AI Beauty ก็มี เซลฟี่เองก็สวยได้ !

ถ้าคิดว่ากล้องหลังอาจจะไม่ถนัด อยากถ่ายด้วยตัวเองก็ใช้กล้องหน้าแทนได้เหมือนกัน เพราะกล้องหน้าของ R15 Pro มีระบบ AI Beauty 2.0 มาด้วย ตัวระบบ AI Beauty ของ OPPO นี้จะช่วยเรื่องการเซลฟี่ให้เป็นธรรมชาติเพราะมาพร้อมจุดประมวลผลที่สามารถวิเคราะห์ใบหน้าได้ถึง 296 จุด 25 โซน รวมถึงวิเคราะห์ลักษณะ สีผิว หรือเพศของแบบได้ด้วย นอกจากนี้ในกล้องหน้ายังมี Auto HDR ช่วยเพิ่มในเรื่องของการถ่ายภาพย้อนแสงได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายเปรียบเทียบระหว่างเปิด AI และเลือกระดับ Beauty เอง จะเห็นว่าระบบ AI Beauty 2.0 นั้นทำให้ใบหน้าเนียนขึ้นในระดับที่สมดุลไม่โดดจนเกินไป เมื่อเทียบกับระดับ 6 ที่เห็นได้ชัดเลยว่าหน้ามีความเนียนที่มากเกินไปหน่อยจนดูหลอกตาไปหน่อย ส่วนภาพ HDR ก็ช่วยให้การเซลฟี่ย้อนแสงเก็บรายละเอียดของแบบและฉากหลังได้อย่างครบถ้วนต่างจากภาพที่ปิด HDR ที่แบบชัดเจนแต่ฉากหลังจะออกขาวเกินไปหน่อยนั่นเอง

ถ่ายอย่างอื่นก็สวยด้วยไม่ใช่แค่คนนะ !

นอกจากภาพ Portrait ภาพเซลฟี่สวยๆแล้ว ถ่ายอย่างอื่นก็สวยเด่นได้ไม่แพ้กัน เพราะมีระบบ AI Enhanced อย่างที่บอกไป จะถ่ายวิว ถ่ายภาพกลางคืน ถ่ายภาพอาหารสวยหมด ตัวระบบจัดการให้เราได้ภาพสวยๆและแนะนำให้เราได้เป็นอย่างดี เลือกแค่โหมด Photo (Auto) อย่างเดียวได้เลยด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังพร้อมระบบ AI Scene Recognition ด้วยความสามารถในการแยกแยะซีนกว่า 16 หมวดหมู่ (120 ซีน) จะถ่ายอะไรก็สวยสมใจไปหมดเลย พร้อมกันนี้ชิปเซ็ต Snapdragon 660 AIE ภายในยังทำงานร่วมกับระบบ AI ได้อย่างดี การเลือกซีนสำหรับถ่ายภาพก็ทำได้ยอดเยี่ยม วิเคราะห์และเลือกโหมดได้รวดเร็วอีกด้วยครับ

เปิดจองแล้ว ไปจองกันได้เลย !

ปิดท้ายขอขายของนิดหนึ่งนะ :P สำหรับ OPPO R15 Pro ก็เริ่มเปิดให้จองล่วงหน้ากันแล้วตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. - 1 มิ.ย. 61 ในราคาค่าตัว 19,990 บาท โดยผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าจะได้รับ VIP Card ซึ่งสามารถใช้เป็นประกันหน้าจอแตกได้นาน 1 ปี + Gift Box (สายชาร์จและอแดปเตอร์ VOOC) รวมมูลค่ากว่า 3,000 บาทอีกด้วยครับ

พิเศษอีกขั้นกับ OPPO Premium Service !

เพิ่มเติมในเรื่องของการรับประกัน เพราะรุ่นนี้ R15 Pro จะได้รับ Premium Service บริการพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อรุ่นนี้เมื่อเครื่องมีปัญหาจากการผลิตสามารถเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันทีที่ศูนย์บริการ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) ถือว่าคุ้มค่ามากๆเลยกับบริการพิเศษเฉพาะรุ่นเรือธงแบบนี้เนอะ

ยังไงวันนี้ เฮียแม็พ. TechXcite ก็คงต้องลาไปก่อน ไว้พบกันใหม่ในบทความรีวิวฉบับเต็มครับผม หรือถ้าอยากทราบข้อมูลคร่าวๆและภาพตัวเครื่องชัดๆเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปอ่านในพรีวิวกันได้ที่ลิ้งก์ด้านล่างนี้เลยครับผม :D

อ่านพรีวิว OPPO R15 Pro ได้ที่นี่

 

บทความโดย : เฮียแม็พ. TechXcite