Review : HUAWEI FreeBuds 3 หูฟัง True Wireless ตัดเสียงรบกวนด้วยพลัง AI ในราคาจับต้องได้ !!

เฮียแม็พ | 16 ธ.ค 2562 17:06:16

16549

VIEWS เฮียแม็พ

Review : HUAWEI FreeBuds 3 หูฟัง True Wireless ตัดเสียงรบกวนด้วยพลัง AI
ในราคาจับต้องได้ !!

สวัสดีเพื่อน ๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวแก็เจ็ใหม่ ๆ กับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับ HUAWEI FreeBuds 3 หูฟัง True Wireless ตัวล่าสุดของ HUAWEI ที่ออกมาตอบรับกระแสหูฟังไร้สายในตลาดตอนนี้ได้อย่างดี ด้วยชิปเซ็ต Kirin A1 พร้อมการทำงานร่วมกันกับระบบ AI ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนให้ดียิ่งขึ้น และหลังจากได้ใช้งานอย่างจริงจัง ก็จะขอมารีวิวให้ชมกันสักหน่อย มาติดตามกันเลยว่าเจ้า FreeBuds 3 นี้จะน่าสนใจสักแค่ไหนครับ :D

รูปทรงกลม ๆ คล้ายตลับแป้ง

HUAWEI FreeBuds 3 มาพร้อมตลับเคสทรงกลม ๆ คล้ายตลับแป้งเลยล่ะ ขนาดตัวเคสก็กำลังดีเหมาะกับการพกพาได้ไม่ยากเย็นนัก มีให้เลือก 2 สีคือ สีขาว Ceramic White และ Carbon Black

ตัววัสดุของเคสจะเป็นพลาสติกผิวมัน ส่วนตัวคิดว่ามันแอบเก็บรอยนิ้วมือและเป็นรอยค่อนข้างง่ายดีทีเดียว แนะนำว่าถ้าซื้อมาใช้ก็หาเคสมาใส่จะดีกว่าครับ ปุ่มกดบนตัวเครื่องก็ไม่มีอะไรยุ่งยากที่ตัวเคสจะมีปุ่มกดสำหรับการรีเซ็ตการเชื่อมต่ออยู่ที่มุมขวาของตัวเคสด้วย

ตัวฝาเคสและหูฟังจะมีระบบแม่เหล็กติดมาให้ทำให้การเปิด-ปิด หรือดึงหูฟังเข้าออกนั้นมีความดูดกันแบบกรึ๊บ ๆ เลยทีเดียว เปิดฝาออกมาจะมีตัวไฟสถานะของหูฟังขึ้นโชว์อยู่ ถ้าขึ้นสีเขียวก็คือตัวหูฟังชาร์จเต็มแล้ว ถ้าเป็นสีส้มคือกำลังชาร์จหูฟังอยู่นั่นเองครับ

หูฟังดีไซน์ Dolphin Bionic

เปิดเคสหยิบหูฟังออกมาดูกันหน่อย ตัวหูฟังของ FreeBuds 3 จะมาในทรง EarBuds ที่เราคุ้นเคย แต่ทาง HUAWEI เรียกว่าดีไซน์ทรงนี้ว่า Dolphin Bionic ที่ออกแบบมาให้กระชับต่อการสวมใส่มากขึ้นและสบายหูกว่าแบบทั่ว ๆ ไปอีกหน่อยด้วย

ที่ตัวหูฟังเองจะมีก้านยาวออกมาหน่อย พร้อมกับไมโครโฟนและเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับการสวมใส่ทั้ง 2 ข้าง คือเราสามารถใช้งานคุยโทรศัพท์แยกได้ทั้งข้างเดียวหรือ 2 ข้างครับ

ตัวก้านนี้จะรองรับการแตะสัมผัสได้ด้วย เราสามารถแตะ 2 ครั้งที่ด้านเพื่อสั่งงานต่าง ๆ ได้ ตรงนี้เดี๋ยวแนะนำการใช้งานกันอีกทีละกันเนาะ

ตัวเคสจะมาพร้อมกับพอร์ตแบบ USB Type-C ที่รองรับการชาร์จที่ความเร็วสูงสุด 6W และรองรับการชาร์จไร้สายที่ความเร็วสูงสุด 2W ด้วยครับ ถือว่าออกแบบมาได้ครอบคลุมต่อการใช้งานของยุคนี้ดีจริง ๆ

รวม ๆ ในเรื่องของดีไซน์ HUAWEI FreeBuds 3 ก็ออกแบบมาได้น่าสนใจ ทรงทันสมัยและพกพาได้ง่ายดีทีเดียว รูปทรงของตัวหูฟังเองก็ทำรูปแบบให้สวมใส่ได้ง่ายและไม่เจ็บหูเวลาใส่ไปนาน ๆ ถือว่าทำได้น่าสนใจครับ แต่จะมีเรื่องที่ติดใจอยู่ก็คือเรื่องของตัวเคสและหูฟังที่เป็นรอยง่ายมากทั้งรอยนิ้วมือรวมถึงรอยขีดข่วนนี่แหละ (โดยเฉพาะสีดำ) แอบขัดใจอยู่

เชื่อมต่อพร้อมปรับการตั้งค่าได้ผ่านแอป

ในเรื่องของการใช้งาน FreeBuds 3 จะสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นได้ผ่านระบบ Bluetooth เปิดฝามาแล้วกดที่ปุ่มด้านข้าง แล้วมองหาชื่อ FreeBuds 3 ทั่วไปนี่แหละ ใช้งานได้เลยไม่ยากเย็นครับ

หรือถ้าเป็นสมาร์ทโฟนของ HUAWEI ที่รันบน EMUI10 แล้วก็เปิดฝาพร้อมเชื่อมต่อได้ทันที แบบนี้สะดวกดีมาก ๆ เลยล่ะ

ในเรื่องแอปที่ใช้ควบคุม ถ้าใช้ระบบปฏิบัติการ Android จะมีแอปให้ปรับแต่งเรื่องระบบตัดเสียงรบกวนพร้อมการตั้งค่าบางอย่างเพิ่มเติมด้วย กับแอปชื่อ HUAWEI AI Life นั่นเอง หาโหลดเพิ่มเติมได้จาก Play Store เลย

ซึ่งในแอปนี้จะข้อมูลของตัว FreeBuds 3 ประกอบด้วย

  1. ข้อมูลแบตเตอรี่ของหูฟังและตัวเคส
  2. การปรับตั้งค่าทางลัด เช่นแตะที่ก้านหูฟังด้านซ้าย 2 ครั้งเพื่อเปิด-ปิดระบบ Noise Cancelling แตะที่ก้านด้านขวาเพื่อเลื่อนเพลง เป็นต้น
  3. การปรับรูปแบบ Noise Cancelling
  4. การอัปเดตซอฟต์แวร์ของตัว FreeBuds 3

ตรงนี้ก็เป็นแอปที่ใช้งานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานนั้นครบมากขึนกว่าแค่เชื่อมต่อปกติเนาะ แต่น่าเสียดายที่ตัวแอปมีให้ใช้แค่บน Android เท่านั้น ถ้าใช้คู่กับ iOS ก็เชื่อมต่อกันแบบปกติเอาเนาะ

มีระบบตัดเสียงด้วย AI

ตั้งค่าอะไรเรียบร้อยแล้วก็มาลองฟังใช้งานกันเลย สำหรับ HUAWEI FreeBuds 3 นั้นถือว่าเป็นหูฟัง True Wireless ทรง EarBuds รุ่นแรกที่มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวน Noise Cancelling ด้วย ช่วยให้เสียงที่ได้นั้นดีขึ้นกว่าเดิม ได้ยินเสียงที่ชัดเจนแม้ในสถานที่ที่คนเยอะ ๆ

เราสามารถปรับการตัดเสียงรบกวนเพิ่มเติมได้จากแอป AI Life อย่างที่บอกไปครับ โดยภายในนี้จะมีให้เราหมุนวงแหวนเพื่อให้การตัดเสียงนั้นนิ่งที่สุด เพราะหูของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ตรงนี้เราก็เข้ามาเลือกปรับเอาเพิ่มเติมได้ครับ ซึ่งการปรับแต่งนี้จะถูกจดจำไว้ในตัวหูฟังเลย ถ้าใครที่ใช้ iOS ก็ปรับแต่งเสียงจากเครื่อง Android ไว้ก่อนแล้วมาฟังเอาเนาะ

ในเรื่องของเสียงถือว่าทำได้ดีเลย ด้วยชิปเซ็ต Kirin A1 มีเบสอยู่พอประมาณและมิติเสียงทำได้แน่นดีทีเดียว ในเรื่องของระบบตัดเสียงรบกวนทำได้ดีเช่นกันเมื่อเปิดระบบ Noise Cancelling แล้ว ภายนอกก็จะเงียบไปโดยปริยาย ตรงนี้จะทำงานร่วมกับ AI ในการวิเคราะห์เสียงภายนอกด้วย เพื่อปรับการตัดเสียงตามสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

แต่ในบางครั้งตัว AI ก็ยังไม่ฉลาดพอสักเท่าไหร่ เพราะหากเราเจอลมใกล้ ๆ ตัว AI จะคิดว่าเป็นพวกเสียงเตือนและเปิดให้เราได้รับเสียงภายนอกมากขึ้นอีกหน่อย ทำให้เสียงเพลงเวลาเราฟังนั้นเบาลงและไม่ตัดเสียงจนเงียบเท่าที่ควร กลายเป็นว่าจะมีการสลับให้เสียงนั้นเบา-ดัง และเปิด-ปิดการตัดเสียงอยู่ตลอด

อย่างเช่นในสถานการณ์ที่เราฟังเพลงบนรถไฟฟ้าทั่วไปก็จะให้การตัดเสียงที่ยอดเยี่ยมเลย ไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง แต่พอประตูเปิดหรือเราออกจากขบวนอยู่ ๆ จะได้ยินเสียงของผู้คนรวมถึงลมรอบข้างขึ้นมาชัดเจนซะอย่างนั้น ตรงนี้ก็ดูเป็นเรื่องดีนะ แต่ถ้าเราเปิดระบบตัดเสียงแล้วน่าจะตัดให้ตลอดมากกว่าน่ะนะ

คุยโทรศัพท์เป็นไง

ในเรื่องของไมโครโฟนก็ถือว่าทำได้ดีมาก เสียงได้ยินชัดเจน ตัวไมโครโฟนถือว่าเก็บเสียงได้ดี รวมถึงการตัดเสียงรอบข้างเวลาคุยเราก็จะได้ยินเสียงของคู่สายที่ชัดเจน รวมถึงการตัดเสียงของเราให้ได้ยินเฉพาะเสียงคุย แต่อย่างที่บอกว่าด้วยตัว AI เองบางครั้งก็จะตัดเสียงหรืออัดเสียงของเราได้รวน ๆ อยู่บ้าง บางครั้ง (ย้ำนะครับบางครั้ง) คู่สายก็บอกว่าเสียงเราเบาลงทั้ง ๆ ที่ก็ใส่และคุยในระยะเท่าเดิมตลอดน่ะนะ

เชื่อมต่อได้ต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องสัญญาณความนิ่งหรือความดีเลย์ในการใช้งาน ตรงนี้ขอชมเลย ทำได้ดีมาก ด้วย Bluetooth 5.1 ที่เชื่อมต่อได้อย่างแม่นยำ ไม่มีอาการหลุดแม้จะเชื่อมต่อในที่ที่คนอยู่กันเยอะ ๆ อย่างบนรถไฟฟ้าก็ไม่เจออาการสัญญาณหายหรือตัด รวมถึงความดีเลย์ของภาพและเสียงก็น้อยมาก ๆ เรียกว่าใส่ดูวิดีโอหรือเล่นเกมได้เลยล่ะ

แบตเตอรี่ใช้ได้นาน 24 ชม.

ในส่วนของแบตเตอรี่ FreeBuds 3 ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 24 ชม. รวมทั้งจากหูฟังเองและตัวเคส ซึ่งตัวหูฟังใช้งานจริงก็ราว ๆ 4 ชม.ส่วนตัวเคสก็สามารถชาร์จได้อีก 20 ชม. เท่ากับว่าเราสามารถใช้งานได้ยาวนาน 1 วันเต็ม หรือถ้าแบ่งใช้เป็นวันละ 2 ชม.ก็ยังใช้งานได้ถึง 12 วันเลยทีเดียว ถือว่าตอบโจทย์ต่อการใช้งานใช้สัก 1 สัปดาห์ชาร์จทีก็กำลังสวยเลยล่ะ

แถมตัวเคสก็ยังรองรับการชาร์จไร้สายด้วยอย่างที่บอกไป ถ้ามีแท่นชาร์จไร้สายก็วางปล่อชยชาร์จไป หรือเผื่อลืมชาร์จมาจริง ๆ ก็ชาร์จกับพวกสมาร์ทโฟนที่ Reverse Wireless Share ก็ได้เช่นกัน

สรุปแล้วเป็นไง

สรุปแล้วถือว่าเจ้า HUAWEI FreeBuds 3 นั้นเป็นหูฟัง True Wireless ที่น่าสนใจมาก ๆ อีกตัวด้วยขนาดน้ำหนักที่ดีเหมาะกับการพกพาติดตัว ความง่ายในการใช้งานก็เปิดฝาที่เชื่อมต่อกันแล้วก็ต่อได้ทันที คุณภาพของเสียงก็ทำได้ดีในกลุ่ม EarBuds เบสแน่นใช้ได้ ฟังเพลง ดูหนังไม่ดีเลย์ รวมถึงคุยโทรศัพท์ไมโครโฟนก็ยังชัดเจนดี มีระบบตัดเสียงรบกวน Noise Cancelling มาให้ด้วยใช้งานควบคู่กับ AI แต่อาจจะยังมีการตัดเสียงที่ไม่แม่นยำอยู่บ้าง ตรงนี้เชื่อมว่า HUAWEI คงมีการอัปเดตตามมาแก้ไขอีกทีให้แม่นยำว่านี้ แต่รวม ๆ แล้วเจ้า FreeBuds 3 นี้ก็ถือว่าเป็นหูฟัง True Wireless ที่ครบถ้วนดีจริง ๆ เหมาะกับผู้ใช้ Android ที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายแบบใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ ครับ

ราคา

ปิดท้ายกันที่ราคาค่าตัว HUAWEI FreeBuds 3 อยู่ที่ 4,990 บาทเท่านั้น เรียกว่าฟีเจอร์ครบในราคาที่ไม่สูงจนเกินไปด้วย วางจำหน่ายแล้ววันนี้ไปจัดกันได้เลยครับผม :D

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite